รวบ Top Five หุ้นส่งออก กำลังไปได้ดีเพราะส่งออกของไทยโต
เมื่อเร็วๆนี้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึง ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 64 โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/64 หดตัว 2.6% ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับ ไตรมาสก่อนหน้า ที่หดตัว 4.2% มีแรงสนับสนุนสำคัญจากการกลับมาขยายตัวของการส่งออกสินค้า และ การลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการขยายตัวต่อเนื่องของการใช้จ่ายรัฐบาล และ การขยายตัวเร่งขึ้นของการลงทุนภาครัฐ
โดยจุดที่น่าจับตามองคือ ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมในประเทศจะชะลอตัว ตามที่หลายๆฝ่ายคาดการณ์ไว้เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ในระลอกที่ 2และ 3 นั่นเอง แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือตัวเลขการส่งออกของไทยเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้น โดยในไตรมาสแรกการส่งออกของไทยโดยรวมกลับมาเติบโต 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสาเหตุหลักๆที่เป็นตัวบ่งชี้คือสัญญาณการฟื้นตัวทางกิจกรรมของเศรษฐกิจโลกเริ่มกลับมาเข้าสู่สภาวะปกติ
ทั้งนี้หากย้อนไปดูตัวเลขปริมาณการส่งออกของเดือนมี.ค. 64 (ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นหลังจากโควิด19ระบาด) พบว่ามีมูลค่าการส่งออก จำนวน 750,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถขยายตัวได้ถึง 8.47 % และในขณะเดียวกันถ้าไม่นับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะสามารถเติบโตได้สูงถึง 12% ซึ่งสะท้อนว่าการส่งออกของไทยยังเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ แม้ในยามที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด
ดังนั้นจึงเป็นช่วงที่หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งโลจิสติกส์ระหว่างประเทศน่าจะได้รับอานิสงส์ในจุดนี้ โดยหาจะนึกถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งให้บริการทางเรือ ทางอากาศ และทางบนคงจะหนีไม่พ้นกลุ่มหุ้นดังต่อไปนี้ ซึ่งขณะเดียวกันจะต้องจับตาดูว่าการส่งออกของไทยเดือนเม.ษ.จะประกาศตัวเลขในระดับสูงหรือไม่ในวันศุกร์ 21 พ.ค.64 นี้ ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยช่วยให้หนุนราคาหุ้น นอกเหนือจากผลประกอบการในไตรมาส 1/64 ที่ออกมาในทิศทางเติบโต
โดยหุ้นดังกล่าวประกอบด้วย บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ WICE ,บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD ,บริษัท โซนิค อินเตอร์เฟรท จำกัด (มหาชน) หรือ SONIC , บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ III , บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT ซึ่งจะเห็นได้ว่าหุ้นในกลุ่มดังกล่าวมีผลประกอบการงวดไตรมาส 1/64 ที่กลับมาเติบโตอีกครั้ง
ทั้งนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนไปเจาะลึกถึงแนวโน้มธุรกิจของกลุ่มหุ้นดังกล่าวแบบรายตัวว่าในอนาคตผลประกอบการจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะกำไรสุทธิจะเติบโตมากกว่าปี 63 หรือไม่ และคอมเม้นจากนักวิเคราะห์ที่มีมุมมองอย่างไรในอนาคต รวมถึงราคาเป้าหมายของหุ้นในกลุ่มดังกล่าวจะอยู่ที่ระดับเท่าไหร่ อีกทั้งคำแนะนำจากนักวิเคราะห์ชั้นนำ
WICE
บริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 8.40 บาทต่อหุ้น โดยแนวโน้มไตรมาส 2/64 ยังเติบโตได้ดี เพราะคาดว่าการขนส่งทางอากาศ ทางเรือ และการค้าพรมแดนยังดีต่อเนื่อง ซึ่งการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ยังมีอยู่ ซึ่งทาง WICE จะมีการเพิ่มกำลังการผลิตอีกทั้งจะมีการขยายคลังสินค้าแห่งใหม่เพิ่ม ทั้งนี้จากแนวโน้มที่ดูดีฝ่ายวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มประมาณการณ์กำไรปี 64 เป็น 272 ล้านบาท
โดยสอดคล้องกับบริษัท หลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่มองว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/64 จะเติบโตต่อเนื่องจากทุกกลุ่มธุรกิจ จากอุปสงค์การส่งออกสินค้าที่ยังสูง แต่อาจจะลดลงจากไตรมาส 1/64 จากฐานที่สูงของ รายได้ให้บริการทางอากาศและค่าบริการขนส่งทางเรือที่เพิ่มขึ้นจากโควิด19 ซึ่งแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายที่ 7.30 บาทต่อหุ้น
JWD
บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 64 ขึ้น 13% เป็น 472 ล้านบาท เติบโต63% จากปีก่อน เพราะกำไรพิเศษในไตรมาส 1 แต่ยังคงกำไรปกติที่ 410 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จากปีก่อน โดยกำไรปกติ คิดเป็น 19% ของทั้งปี
ขณะที่แนวโน้มในช่วงที่เหลือของปีจะดีขึ้นได้ต่อเนื่อง ทั้งจากธุรกิจเดิม ได้แก่ ธุรกิจยานยนต์, คลังห้องเย็น, คลังสินค้าอันตราย และคลังสินค้าทั่วไป รวมถึงธุรกิจใหม่ barge terminal ที่เริ่มในปี 63 จะมีการรับรู้รายได้เต็มปี และการเข้าซื้อ VNS ใน เดือน เม.ย.64 จะช่วยเพิ่มกำไรปีนี้ได้ราว 30 ล้านบาท
ดังนั้น ยังคงแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 14.50 บาท โดยมี key catalyst จากการเข้าลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ช่วยเพิ่มกำไรในปีนี้ ซึ่ง JWD ยังคงเน้นการเติบโตแบบ inorganic growth อย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีข้างหน้า รวมถึงความคืบหน้าในการนำเข้าวัคซีน COVID-19 ทำให้ JWD มีความหวังมากขึ้นในการได้รับงานระบบ supply chain โลจิสติกส์ขนส่งวัคซีน ซึ่งจะทำให้กำไรยังมี upside ได้อีก
III
บริษัท หลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) สรุปประเด็นจากการพบผู้บริหารว่า ผู้บริหารมีการปรับเป้าหมายรายได้ขึ้นจากเดิม โต 15-20% เป็น “ไม่น้อยกว่า 30%” ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการกำไรของเราที่คาดรายได้โต 35% และบริษัทตั้งเป้าที่จะเพิ่มปริมาณ Cargo flight ขึ้นอีก 20-30% ในไตรมาส 2/64
โดยผู้บริหารมองว่าการได้งานขนส่งวัคซีนและยาเย็นจะเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงหลังจากนี้ ซึ่งจะเป็นช่วงที่เอกชนเปิดนำเข้าวัคซีนด้วยตัวเองได้ สำหรับ Shipsmile บริษัทเข้าซื้อหุ้น 30% เป็นที่เรียบร้อย คาดจะสามารถรับรู้ Equity income เข้ามาได้ตั้งแต่ 2/64 เป็นต้นไป
ดังนั้น คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 10.50 บาท/หุ้น และยังมีอัพไซด์จากการขนส่งวัคซีน COVID-19 ซึ่ง III ได้เตรียมรับคลื่นลูกนี้ผ่านการถือหุ้นผ่านบริษัทร่วม DGP ในสิงคโปร์ที่ถือหุ้นต่อในบริษัท Cold Chain Logistic ที่เชี่ยวชาญในการขนส่งวัคซีนและยาเย็น
SONIC
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ว่าแนวโน้มไตรมาส 2/64 ธุรกิจหลักคาดดีต่อ ธุรกิจใหม่เริ่มอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าทิศทางการส่งออกของไทยยังคงดีต่อในไตรมาสนี้ ทำให้แนวโน้มกำไรของ SONIC คาดจะยังอยู่ในระดับที่ดี
นอกจากนั้น หน่วยธุรกิจใหม่ (ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถหัวลาก) สำหรับรถล๊อตใหม่ 40 คัน ที่จะดันให้ขนาดพอร์ตสินเชื่อแตะ 140 ล้านบาท ในกลางปีนี้ ก็จะเริ่มต้นขึ้น ระหว่างไตรมาส 2/64 (ไตรมาส 1/64 มีรายได้ดอกเบี้ยรับจากรถล๊อคแรก 8 คันแล้ว 0.78 ล้านบาท) ดังนั้นเราคาดว่าผลกำไรไตรมาส 2/64 จะยังขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 1/64 และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างโดดเด่น
ทั้งนี้ กำไรสุทธิไตรมาส 1/64 คิดเป็น 37% ของประมาณการ ทำให้มีโอกาสที่เราจะต้องปรับประมาณการกำไรขึ้น โดยเราจะเฝ้าดูพัฒนาการของหน่วยธุรกิจใหม่ และโมเมนตัมที่ต่อเนื่องของภาคส่งออกในเดือน พ.ค. ก่อนพิจารณาปรับประมาณการอีกครั้ง ระหว่างนี้ เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 3.80 บาท/ หุ้น อิง P/E 19.1 เท่าตามเดิม
PORT
บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) มองแนวโน้มผลการดำเนินงานจะกลับมาปรับตัวดีขึ้นได้ตั้งแต่ 2/64และมีโอกาสเร่งตัวดีขึ้นในไตรมาสถัดไปจากปริมาณสินค้าที่ค้างส่งจะมีการเร่งส่งออกมากขึ้น เช่นเดียวกับธุรกิจคลังสินค้าที่จะเริ่มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากสามารถหาลูกค้าใหม่ได้เพิ่มขึ้น ด้าน GPM ยังคงประเมินที่ 25% จากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น และ product mix ที่มีแผนจะเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าผ่านเรือ feeder เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเรือ barge ซึ่ง GPM จากเรือ feeder จะสูงกว่าเรือ barge
ทั้งนี้ปรับลดราคาเป้าหมายปี 64 ลงเป็น 4.00 บาท จากเดิมที่ 4.20 บาท โดยยังคงอิง 2021E PER ที่ 27.5 เท่า (+1.25SD above 3-yr average PER) เนื่องจากเรามีการปรับกำไรสุทธิปี 64 ลง ซึ่งคาดจะอยู่ที่ 87 ล้านบาท โดยระยะสั้นยังมี key risk จากกำไรไตรมาส 1/64 ที่จะปรับตัวลดลง แต่จะเป็นจุดต่ำสุด และจะกลับมาฟื้นตัวได้เร็วตั้งแต่งวดไตรมาส2/64

