TKN รุกชิงผู้นำตลาดสาหร่ายในอินโดฯ หลังแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย ตั้งเป้ายอดขายเติบโตกว่า 600 ลบ.
TKN ตั้งเป็นผู้นำตลาดสาหร่ายในอินโดนีเซียภายใน 5 ปี ชี้ขนาดตลาดสาหร่ายใหญ่กว่าไทย 3 เท่า พร้อมประกาศแต่งตั้ง PT Sukanda Djaya เป็นตัวแทนจำหน่าย หวังสิ้นปีทำยอดขายตลาดอินโดฯ เติบโต 30% หรือกว่า 600 ล้านบาท
นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนรุกขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีตลาดหลักได้แก่ จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนยอดขายประมาณ 65% ของยอดขายโดยรวม โดยอินโดนีเซียถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่สำคัญของ TKN ที่มีศักยภาพเติบโตสูงจากจำนวนประชากรที่มีกว่า 300 ล้านคน และมูลค่าตลาดสาหร่ายมีขนาดใหญ่กว่าไทยถึง 3 เท่า จึงเป็นตลาดที่ TKN มีโอกาสสร้างยอดขายให้เติบโตได้เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทได้แต่งตั้ง PT Sukanda Djaya เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor Partner) สินค้าของเถ้าแก่น้อยในประเทศอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อขยายผลิตภัณฑ์สาหร่ายเถ้าแก่น้อย ด้วยความพร้อมของระบบขนส่งรวมทั้งศูนย์กระจายสินค้าของตัวเองมากกว่า 20 แห่งตามเมืองต่างๆ เพื่อกระจายสินค้าไปยังช่องทางต่างๆ ผ่าน Modern Trade (MT), ช่องทาง Traditional Trade (TT) และ Horeca รวมถึงช่องทาง E-commerce
นอกจากนี้ จะทำการสื่อสารการตลาดผ่านอย่างต่อเนื่อง ผ่าน Key Opinion Leader (KOLs) หรือ Influencer ที่เป็นชาวมุสลิม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มผู้บริโภค รวมถึงจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรม Food Truck จัดบูทชงชิม แจกสินค้าตัวอย่าง โดยตั้งเป้าหมายยอดขายตลาดอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 30% หรือคิดเป็นยอดขายกว่า 600 ล้านบาท จากปัจจุบันมีสัดส่วน 15% ของยอดขายจากตลาดต่างประเทศทั้งหมด และภายใน 5 ปี จะก้าวเป็นผู้นำตลาดสาหร่ายโดยรวมในอินโดนีเซีย
ขณะที่ตลาดในประเทศบริษัทมีแผนขยายฐานลูกค้าและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับกระแสรักสุขภาพ และทำกิจกรรมทางการตลาดเพื่อสร้างความถี่และเพิ่มโอกาสการบริโภคสาหร่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งมั่นใจว่ายอดขายในประเทศปีนี้ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนแนวโน้มราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น 50% จากการขาดแคลนสาหร่ายนั้น บริษัทคาดว่าจะสามารถบริหารจัดการวัตถุดิบเพียงพอต่อการผลิต และมุ่งเน้นบริหารจัดการยอดขาย (Revenue Management) ด้วยการบริหารสินค้าและช่องทางการขายที่มีกำไรดี (Product Mix and Channel Mix) และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้เป็นไปตามแผน และคาดว่าจะผลักดันเป้าหมายเติบโตปีนี้ 10-15%
