ถือ TTB เดือนเดียวติดลบ 5% โบรกฯ แนะเป็นจังหวะ “ซื้อ” ชี้โอกาสคลังขายหุ้นน้อย-แนวโน้มกำไรโตเด่น
กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ตั้งคณะกรรมการเพื่อทบทวนความคุ้มค่าของหลักทรัพย์ที่กระทรวงการคลังถือครอง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาครัฐ
จากประเด็นดังกล่าวทำให้ราคาหุ้นบางบริษัทที่อยู่ในพอร์ตของกระทรวงการคลังปรับตัวลดลง ซึ่ง TTB หรือ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ก็เป็นอีกหุ้นที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยราคาหุ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (7 มี.ค. – 6 มิ.ย. 67) ปรับตัวลดลงกว่า 5.68% มาอยู่ที่ระดับ 1.66 บาท จึงเกิดเป็นข้อสงสัยว่าราคาหุ้นของ TTB ที่ปรับตัวลงในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสให้นักลงทุนเข้าซื้อหรือไม่
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และให้ราคาเป้าหมายที่ 2.10 บาท ฝ่ายวิเคราะห์มีความมั่นใจมากขึ้นจากการอัพเดทกับทางบริษัท โดยมีโอกาสน้อยที่กระทรวงการคลังจะขายหุ้น TTB เพราะต้นทุนของกระทรวงการคลังอยู่สูงถึง 3.60-3.80 บาท สูงกว่าราคาในตลาดปัจจุบัน และหากพิจารณาถึง Dividend yield ของ TTB ที่สูงถึง 6-7% ซึ่งหากรัฐบาลต้องการเงินมองว่าการออก Bond จะได้ต้นทุนที่ถูกกว่า Dividend yield ของ TTB
แต่หากกระทรวงการคลังจะมีการขายหุ้น TTB ออกมาจริง ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าจะเป็นการขายในรูปแบบของ Big lot ซึ่งจะทำให้ความผันผวนของราคาหุ้นเกิดขึ้นได้น้อยกว่า ดังนั้นมองว่าราคาหุ้นที่ลงมาราว 10% ตั้งแต่มีข่าวเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เป็นจังหวะเข้าซื้อเพื่อการลงทุนได้
ทั้งนี้ ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 ของ TTB อยู่ที่ 2.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นได้ดีที่สุดในกลุ่มธนาคารที่ 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะเดียวกันคาดว่ากำไรไตรมาส 2/67 จะอยู่ที่ระดับ 5.5-5.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นได้ดีทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า โดยเพิ่มขึ้นราว 25% จากไตรมาส 2/66 และ 8% จากไตรมาส 1/67 จากสำรองฯ ที่ลดลงและ Tax benefit รวมถึงคาดว่า NIM จะเริ่มลดลงไม่เยอะ เพราะมีการเร่งหาเงินฝากมาก่อนหน้านี้เยอะแล้ว นอกจากนี้ยังมีการรุกสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงจากฐานกลุ่มลูกค้าเดิมของ TTB ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่าการหากลุ่มลูกค้าใหม่ๆ
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นของ TTB ปรับตัวลดลง 3% และ 9% เมื่อเทียบกับ SET ในช่วง 1 และ 3 เดือนที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับ SET และ underperform its peers เพราะกังวลเรื่องคลังจะขายหุ้น ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์คาดว่ามีโอกาสน้อยมาก ขณะที่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนกำไรรายไตรมาสที่เดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/67-1/67 และราคาหุ้นยัง Laggard โดยยังไม่ทำจุดสูงสุดที่ราว 3.00 บาท ในขณะที่กำไรยังเดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง
โดยราคาหุ้นเทรดที่ PBV 0.69 เท่า และยังมี upside เพิ่มจาก NIM (จากการเร่งหาสินเชื่อรายย่อยใน High yield มากขึ้น) และ Tax benefit (ยังมีเหลืออีก 1.41 หมื่นล้านบาท) ที่จะมากกว่าคาด ประกอบกับมี Dividend yield สูงถึง 6-7% จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และให้ราคาเป้าหมายที่ 2.10 บาท
ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดแนวโน้มไตรมาส 2/67 กำไรสุทธิของ TTB จะปรับขึ้นทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า หนุนจาก 1. สินเชื่อเริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังผ่านช่วง Repayment ของลูกหนี้รายย่อยในช่วงต้นปีไปแล้ว, 2. การทยอยรับรู้ผลประโยชน์ทางภาษีเข้ามาในงบกำไรขาดทุน (ในไตรมาส 1/67 รับรู้ผลประโยชน์ทางภาษีราว 1,400 ล้านบาท และยังเหลือผลประโยชน์ทางภาษีที่สามารถใช้ได้อีก 14,100 ล้านบาท) ช่วยซึมซับผลกระทบจากทั้ง NIM ที่ชะลอตัวและการตั้งสำรองเพื่อ Write-Off ลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง
3.ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในพอร์ตยังอยู่ในเกณฑ์ดี ช่วยลดความเสี่ยงที่จะต้องเร่งการตั้งสำรองเพิ่มกว่าประมาณการ และ 4. คาดจะเริ่มเห็นการทยอยลด Cost to Income Ratio จากการคืนพื้นที่สาขาที่พื้นที่ทับซ้อนกันหนุนให้ฝ่ายวิเคราะห์คาดทั้งปี 2567 จะมีกำไรสุทธิ 20,175 ล้านบาท โต 9.3% จากปีก่อน
ฝ่ายวิเคราะห์ยังมีมุมมองบวกต่อ TTB เนื่องจากเป็นเพียงธนาคารเดียวที่มีผลประโยชน์ทางภาษีเป็นกลไกช่วยลดความเสี่ยงของประมาณการ อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันยังซื้อขายด้วย PBV ปี 2567 เพียง 0.7 เท่า มี Upside 11.3% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2567 ที่ 1.98 บาท อีกทั้งคาดจะให้ Div Yield อีก 6.5% จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”
