คัด 3 หุ้นพื้นฐานดี-กำไรโตแกร่ง ฝ่าภาวะตลาดผันผวน
ความไม่แน่นอนจากการเมืองภายในประเทศ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยติดต่อกัน 14 วันทำการ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2.76 หมื่นล้านบาท กดดัน SET Index ปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดในรอบ 4 ปี
การค้นหาหุ้นที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดี และทนทานต่อสภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนได้ อาจเป็นเรื่องยาก วันนี้ Wealthy Thai จึงมีธีมการคัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจจากนักวิเคราะห์มาฝาก นั่นคือ หุ้นพื้นฐานดี Valuation ไม่แพง และนักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนการถือครองต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า แม้ในระยะสั้นทิศทางตลาดยังผันผวน แต่ในมุม Valuation ที่ SET Index ซื้อขายบน PER ปี 2567 ที่ 13.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 1 S.D. ในขณะที่ทิศทางเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มฟื้นตัว จึงเชื่อว่าระดับดัชนีบริเวณ 1,300-1,320 จุด เป็นโซนที่ทยอยสะสมสำหรับนักลงทุนระยะกลาง-ยาว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในสภาวะที่มีความเสี่ยงฟันด์โฟลว์ไหลออก ฝ่ายวิเคราะห์ได้คัดกรองหุ้นที่มีพื้นฐานดี Valuation ไม่แพง และต่างชาติถือครองต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต เพื่อหลีกความเสี่ยงฟันด์โฟลว์ไหลออก ในทางตรงข้ามได้ประโยชน์หากฟันด์โฟลว์ไหลกลับ
ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์ได้เลือกหุ้นที่ชอบมากที่สุด 3 บริษัทดังนี้ CPALL คาดกำไรปี 2567 มีแนวโน้มแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 22,652 ล้านบาท เติบโต 25% จากปีก่อน ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่ากำไรก่อนโควิดปี 2562 ที่ 22,343 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคหลังจากการเบิกจ่ายงบประมาณปี 67/68 กิจกรรมการท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นและโครงการ Digital Wallet ที่กำลังจะเกิดขึ้น ขณะที่ระยะสั้นยังได้ประโยชน์จากเทศกาลฟุตบอลยูโร 2024 ซึ่งดีต่อกลุ่มสินค้า Ready to Eat ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 78 บาท
KBANK มีมุมมองเชิงบวกต่อการชะลอการขยายสินเชื่อและมุ่งเน้นไปที่คุณภาพสินเชื่อที่ดี เพื่อลด credit cost ในปี 2567-2568 โดยธนาคารตั้งเป้าหมาย ROE ที่ 10% ภายในปี 2569 และกำหนดอัตราการจ่ายเงินปันผล (DPR) อย่างน้อย 25% ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์จึงปรับเพิ่มประมาณการ DPR ปี 2567-2569 เป็น 39% จาก 30% ก่อนหน้านี้ โดยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปีนี้อยู่ที่ 6.0% พร้อมเพิ่มประมาณการกำไรปี 2567 ขึ้น 3-4% เป็น 45,022 ล้านบาท โต 6.17% เพื่อสะท้อนถึง NIM ที่สูงขึ้นและ opex ที่ลดลง เพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” จากถือ และเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 145 บาท
สุดท้าย SPRC บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินได้ประโยชน์หลักจากค่าการกลั่น (gross refining margin หรือ GRM) ฟื้นตัว จากการเข้าสู่ฤดูการขับขี่ ฝ่ายวิเคราะห์คาดกำไรปี 2567 จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า คาดกลับมาจ่ายปันผลปีนี้สูงถึง 7%
ในขณะที่มุมมองจากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น SPRC ราคาเหมาะสม 10.80 บาท จากค่าการกลั่นช่วงเดือนพ.ค.-ก.ย. ดูเด่นกว่าคู่แข่ง เพราะได้ประโยชน์สูงจากการเข้าสู่ US Driving Season, มี Catalyst สำคัญจากการเปิดใช้งานท่อ SPM, ปัจจุบันซื้อขายบน PBV ไม่แพงที่ 0.8 เท่า (-1.7SD), คาดผลประกอบการปี 2567 จะพลิกเป็นกำไรที่ 5,546 ล้านบาท จากขาดทุนปีก่อน ทำให้สามารถกลับมาจ่ายเงินปันผลได้ โดยราคาปัจจุบันให้ Dividend Yield สูง 6-8% ต่อปี

