ยังไหวไหม ? ถือ OR จากต้นปีติดลบ 16% 2 โบรกฯ แนะนำแค่ “เก็งกำไร” ชี้ธุรกิจ Mobility มีปัจจัยกดดันต่อเนื่อง
OR หรือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) อีกหนึ่งธุรกิจที่นักลงทุนให้ความสนใจและจับตามองต่อเนื่อง เพราะตั้งแต่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ราคาหุ้นเคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ 36.50 บาทต่อหุ้น ในวันที่ 15 ก.พ. 64 ก่อนจะปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ล่าสุดในวันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา ราคาหุ้น OR ปิดตลาดที่ระดับ 16.20 บาท ทำจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกันหากนับจากช่วงต้นปี 2567 มาถึงปัจจุบัน (14 มิ.ย.67) ราคาหุ้นของ OR ยังให้ผลตอบแทนติดลบที่ 16.06%
ดังนั้น Wealthy Thai จึงอยากชวนนักลงทุนมาสำรวจปัจจัยพื้นฐานของ OR ยังดีอยู่ไหม ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตหรือไม่ และในมุมมองของนักวิเคราะห์ ให้คำแนะนำการลงทุนอย่างไร
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า OR คงเป้าการเติบโตของปริมาณขายน้ำมัน 3-4% สูงกว่าประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์ที่ -2% แต่ยังไม่ให้น้ำหนัก โดยรอดูการฟื้นตัวของปริมาณขายน้ำมันในไตรมาส 2/67 ก่อน หากปริมาณขายน้ำมันเป็นไปตามเป้าบริษัท ประมาณกำไรปกติของฝ่ายวิเคราะห์อาจมี upside 965–1,169 ล้านบาท หรือ 8-10%
พร้อมคงมุมมองกำไรปกติไตรมาส 2/67 ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้ปัจจัยหนุนจากธุรกิจ Lifestyle ที่กำไรเติบโตตามการท่องเที่ยวมาชดเชยกับกำไรของฝั่ง Mobility ที่ปริมาณขายน้ำมันลดลง จากการแข่งขันที่สูงขึ้น ส่วนกำไรที่ลดลงจากไตรมาส 1/67 เพราะธุรกิจ Mobility คาด GM ลดเป็นราว 0.9 บาท/ลิตร ตรึงราคาหน้าปั๊มช่วงวันหยุดยาวและราคาน้ำมันผันผวน ทำให้จัดการต้นทุนได้น้อยลง
ทั้งนี้ คงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมายปีนี้ที่ 21.5 บาท หากรับความเสี่ยง overhang regulatory (คุมค่าการตลาด) ได้ ฝ่ายวิเคราะห์มองสามารถซื้อเก็งกำไรจาก 1. ผลกระทบน้ำมันดีเซลยูโร 5 น้อยกว่ากลุ่ม, 2. แรงกดดันเงินกองทุนเชื้อเพลิงฯ (12 พ.ค. 67 อยู่ที่ -1.1 แสนลบ.) ที่ลดลง หลังรัฐปรับเพดานราคาดีเซลและต้นทุนน้ำมันมีแนวโน้มลดลงตามราคาน้ำมันดิบและค่าการกลั่น และ 3. ไตรมาส 2/67 อาจมีอัพไซด์หากบริษัทบริหารจัดการต้นทุนได้ดีกว่าคาดอีกครั้ง
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า คาดกำไรปกติไตรมาส 2/67 ที่ระดับ 2,500-2,600 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 1/67 ตามปริมาณขายน้ำมันรวมที่มีแนวโน้มลดลงจากการเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูฝน (ปริมาณการท่องเที่ยวในประเทศลดลง) และค่าการตลาดที่มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ในระดับ 0.90-1.00 บาท/ลิตร หลังราคาน้ำมันดิบในช่วงไตรมาส 2/67 มีแนวโน้มทรงตัว (คาดมี Stock Gain น้อยกว่าช่วงไตรมาส 1/67)
อย่างไรก็ตามคาดกำไรปกติจะสามารถทรงตัวได้จากไตรมาส 2/66 จากปริมาณขายและความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ Café Amazon ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง
ฝ่ายวิเคราะห์คงราคาเหมาะสมสิ้นปี 2567 ที่ 20.10 บาท โดยมองว่าการฟื้นตัวของราคาหุ้นในระยะกลาง-ยาว จะยังคงถูกจำกัดจากความกังวลเกี่ยวกับแผนการเติบโตของบริษัทในระยะยาว หลังยังไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่มีนัยสำคัญจากการลงทุนในธุรกิจใหม่ได้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา (การเติบโตยังมาจากกลุ่มธุรกิจเดิมเป็นหลัก) จึงคงคำแนะนำ เก็งกำไร
