อ่วม ! ถือ BTS เดือนเดียวติดลบ 25% โบรกฯ เสียงแตกแนะทั้ง “ถือ” และ “ซื้อ” ชี้ยังไม่เห็นปัจจัยหนุนระยะสั้น
ช่วงที่ผ่านมา BTS หรือ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จํากัด (มหาชน) เผชิญกับปัจจัยลบหลากหลาย ทั้งผลประกอบการปี 2566/2567 ที่พลิกเป็น 5,241 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการขาดทุนครั้งแรกในรอบ 10 ปี จากการรับรู้ผลขาดทุนจากเงินลงทุนและการขายหุ้นของ KEX รวมถึงรับรู้ผลขาดทุนจากเงินลงทุนในแรบบิท โฮลดิ้งส์
อีกทั้ง BTS ยังถูกคัดออกจากการคำนวณของ MSCI Global Standard ทำให้ราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลดลงรุนแรง โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ setsmart ระบุว่า ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (20 พ.ค. – 19 มิ.ย. 67) ราคาหุ้นของ BTS ปรับลดลงไปแล้ว 25.90%
ดังนั้น Wealthy Thai จึงได้สำรวจมุมมองของนักวิเคราะห์ว่าแนวโน้มการเติบโตหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร และราคาหุ้นที่ปรับลดลงเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหรือไม่
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง-ชมพู อาจใช้เวลา 3-4 ปี ในการเพิ่มระดับ ridership มาอยู่ในระดับ 1.1-1.2 แสนรายต่อวัน (ค่าโดยสารเฉลี่ย 30 กว่าบาท) ซึ่งเป็นระดับที่สามารถทำให้ EBITDA breakeven ได้
BTS จะเริ่มใช้กลยุทธ์ด้านราคา (การออกตั๋วเดือน) เพื่อกระตุ้น ridership ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลือง รวมถึงจะใช้เงินที่ได้รับคืนจากกทม. จำนวน 2.3 หมื่นล้านบาท (หนี้งาน E&M) เมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ในการคืนหนี้ที่ครบกำหนดของ BTS เป็นหลัก โดยปัจจุบัน BTS ได้ใช้เงินที่ได้รับคืนจากกทม. ชำระหนี้ไปแล้วราว 1 หมื่นล้านบาท
สำหรับหนี้ O&M (ยื่นฟ้องไปแล้ว 2 คดี รวม 2.3 หมื่นล้านบาท จากทั้งหมด 3.6 หมื่นล้านบาท) บริษัทเชื่อว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาสอดคล้องกับศาลปกครองกลาง (ให้กทม. ชำระเงินให้ BTS) โดยคาดว่าจะได้คำตัดสินของคดีแรก (มูลฟ้อง 1.2 หมื่นล้านบาท) ภายในเดือน มิ.ย. นี้ ขณะเดียวกัน BTS ได้ลดสัดส่วนการลงทุนใน KEX ลงเรียบร้อยแล้ว จึงไม่น่าจะมีการบันทึกผลขาดทุนจากเงินลงทุนจำนวนมากเหมือนในไตรมาสที่ผ่านๆ มา
เนื่องจากแนวโน้มกำไรของบริษัทดูไม่น่าตื่นเต้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ฝ่ายวิเคราะห์จึงไม่เห็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นในระยะสั้น อย่างไรก็ตามการขยายระบบขนส่งมวลชนทั่วกรุงเทพฯ ในอีกหลายปีข้างหน้าจะเสริมสร้างโอกาสในการเติบโตในระยะยาวให้กับ BTS ดังนั้นยังคงคำแนะนำ “ถือ” ต่อ BTS ด้วยราคาเป้าหมาย 6.20 บาท
ขณะที่นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ยังคงคำแนะนำซื้อ BTS จากธีมการพลิกฟื้น โดยมองว่าเมื่อไม่มี KEX แล้ว ผลประกอบการในปี 2568 จะพลิกฟื้นได้อย่างน้อย 5 พันล้านบาท (4 พันล้านบาทจากการด้อยค่า และ 1 พันล้านบาทจากการดำเนินงาน)
นอกจากนี้ การขาย Singer กลับไปให้ JMART จะทำให้ไม่มีผลขาดทุนจากการด้อยค่า 1.7 พันล้านบาท อีกในปี 2568 ยิ่งไปกว่านั้น การรับชำระเงินสด 2.3 หมื่นล้านบาท จากงาน E&M และโอกาสชนะคดีงาน O&M 3.6 หมื่นล้านบาท ก็จะทำให้ค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ยลดลง และหนุนกำไรปี 2568 ดังนั้น ฝ่ายวิเคราะห์จึงยังคงคาดว่า BTS จะพลิกเป็นกำไร 1.3 พันล้านบาทจากที่ขาดทุนในปี 2567
