Official Update :

บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิดกลยุทธ์ลงทุน ไตรมาส 3/67 แนะจุดซื้อต่ำกว่า 1,300 ชู 5 หุ้นเด่น รับผลบวกเศรษฐกิจโลก

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจโลกไตรมาส 3/67 มีสัญญาณฟื้นตัวอย่างพร้อมเพรียงกันในหลายภูมิภาคทั่วโลก ด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง แม้จะแสดงสัญญาณชะลอตัวลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในปี 2567 เช่นเดียวกับเศรษฐกิจของภูมิภาคอื่น ๆ ได้แก่ ธนาคารกลางยุโรป ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไปแล้วก่อนหน้า ซึ่งการปรับลดดอกเบี้ยจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นในภาพรวม


ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2567 จะขยายตัว 2.5% และปี 2568 ขยายตัว 3.0% ประเมินเป้าหมาย SET Index ปี 2567 อยู่ที่ 1,500 จุด แนะนำหุ้นได้ประโยชน์เศรษฐกิจโลกฟื้น-ผลประกอบการโต-ได้ประโยชน์การลดดอกเบี้ย เช่น ADVANC, KCE, OSP, PTTGC และ TU


นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า มองภาพรวมของเศรษฐกิจโลกไตรมาส 3/67 แสดงสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ฟื้นตัวขึ้น และภาคบริการยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งจะไล่ฟื้นมาจากเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ได้แก่ สหรัฐฯ ต่อมายังยุโรป และเอเชีย


สำหรับทางเศรษฐกิจจีนคาดว่าจะได้รับการกระตุ้นในเกือบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการคลัง การเงิน และภาคอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและตลาดหุ้นเอเชีย ซึ่งคือมาตรการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในด้านตลาดทุนช่วงปลายปี


สุดท้ายนี้ทางด้านของตลาดหุ้นไทยก็ได้ผลประโยชน์จากการเบิกจ่ายงบประมาณที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลัง ประเมินเป้า SET Index 1500 จุด และหุ้นที่แนะนำคือกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่ม ICT


ขณะที่ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน กล่าวว่า มองว่าทิศทางของเศรษฐกิจมหภาคกำลังจะเปลี่ยนไป แนวโน้มการเติบโตของ GDP ในภาพใหญ่กำลังจะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก โดยธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มมีแนวโน้มที่จะปรับลดดอกเบี้ยลง เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้งในปี 2567 และธนาคารกลางยุโรปจะปรับลดได้ 3 ครั้ง ทางด้านจีนจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการทางการคลังเพื่อทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 1/67 และกำลังจะฟื้นตัวขึ้น


แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงที่พึงเฝ้าระวังในไตรมาส 3/67 ได้แก่ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างจีนกับชาติตะวันตก กับความเสี่ยงด้านการเมืองของไทย ซึ่งสถานการณ์ดำเนินไปในระดับปกติ เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวราว 2.5% ในปี 2567 และ 3.0% ในปี 2568 เนื่องด้วยมีแรงส่งจากต่างประเทศและการเบิกจ่ายลงทุนภาครัฐ


ด้านนายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การกล่าวเสริมว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 3/67 จะมีการเปลี่ยนกลุ่มจากการลงทุนในหุ้นเติบโตไปยังหุ้นคุณค่า และหุ้นวัฏจักร โดยไม่รวมกลุ่มเทคโนโลยี จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกช่วยให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนดีขึ้น แม้ตลาดหุ้นไทยยังคงถูกลดน้ำหนักการลงทุน (underweight) แต่แนวโน้มผลประกอบการที่จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ความตึงเครียดทางการเมืองที่ผ่อนคลายลง และการเบิกจ่ายของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น จะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นมาใกล้เคียงกับตลาดหุ้นที่ผลการดำเนินงานดีที่สุดมากขึ้น เช่น ไต้หวัน และอินเดีย


ทั้งนี้ ในไตรมาส 3/67 แนะนำจุดเข้าซื้อที่ระดับต่ำกว่า 1,300 จุด ส่วนหุ้นเด่นในไตรมาสนี้ เน้นบริษัทที่ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่จะขึ้นอยู่กับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศที่ไม่แน่นอน ได้แก่ ADVANC, KCE, OSP, PTTGC และ TU”


ส่วนหุ้นต่างประเทศที่แนะนำ ได้แก่ กลุ่มซอฟต์แวร์ กลุ่มฮาร์ดแวร์ กลุ่มการแพทย์ กลุ่มค้าปลีก เช่น MSFT, ORCL, AAPL, PFE และ WMT หรือถ้าเป็นหุ้นในยุโรปที่น่าสนใจจะเป็นกลุ่มสาธารณูปโภค ได้แก่ Iberdrola หรือ Enel และด้านหุ้นจีนที่แนะนำ ได้แก่ Tencent, Xiaomi, Lenovo, Trip.com และ AIA


นอกจากนี้ นายวิศกรณ์ คีรีวรรณ, CFA, ผู้อำนวยการ Investment Strategist ฝ่าย Wealth Products & Strategy กล่าวว่า แนวทางการลงทุนในไตรมาส 3/67 แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ ลงซื้อ – ขึ้นขายในตลาดที่มีปัจจัยกระตุ้นการลงทุนเฉพาะตัว เช่น สหรัฐฯ และจีน นอกจากนี้ยังมีการปรับมุมมองการลงทุนในยุโรปกับทองคำเพิ่มขึ้น ซึ่งสวนทางกับเวียดนามที่ปรับมุมมองการลงทุนในเวียดนามลดลง


ในส่วนของการลงทุน 3-6 เดือนและ 12 เดือนขึ้นไปแนะนำให้สร้าง Core portfolio ผ่านการลงทุนในกองทุนหุ้นโลก เช่น KT-GESG-A และทยอยลงทุนตราสารหนี้โลกในกองทุน เช่น KFSINCFX-A และเพิ่มผลตอบแทนส่วนเพิ่มด้วยกองทุนหุ้นสหรัฐฯ เช่น TMBUSBLUECHIP หรือหุ้นจีน เช่น SCBCHEQA