Official Update :

5 หุ้น สุดเด่นน่า "ซื้อ" เพื่อเข้าลงทุนระยะยาว

แม้ตัวเลขการติดเชื้อและเสียชีวิตจาก COVID-19 ยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีความหวังจากแผนกระจายวัคซีนในประเทศไทย ซึ่งตามนโยบายรัฐที่ให้ฉีดวัคซีนครอบคลุม 70% ของประชากรไทยภายในสิ้นปี 2564 หากเป็นไปตามแผนถือเป็น sentiment เชิงบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ดังนั้นทีมข่าว Wealthy Thai จึงมีเรื่องราวดีๆ หุ้นที่ได้อานิสงค์จากวัคซีนโควิด-19 และเหมาะลงทุนในระยะยาว มาฝากนักลงทุนอีกแล้ว


ทั้งนี้นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันจะอยู่ในระดับสูงช่วงเดือนมิ.ย.64 แต่หลังจากนั้นมีโอกาสทยอยลดลง จากการเร่งตรวจเชิงรุก และการฉีดวัคซีน COVID-19 กระจายตัวมากขึ้น จึงแนะนำ สะสมหุ้นที่ได้อานิสงค์จากวัคซีน COVID-19


โดยกลุ่มหรือหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากวัคซีน COVID-19ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว ได้แก่ สนามบิน (AOT), สายการบิน (AAV,BA), เติมน้ำมันอากาศยาน (BAFS), โรงแรม& สปา (CENTEL, ERW, MINT, SPA, DREIT) กลุ่มศูนย์การค้า (CPN, SF, ALLY) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA) กลุ่มโรงพยาบาลพรีเมียม (BDMS, BH) กลุ่มขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า/ใต้ดิน (BEM, BTS) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ แนะนำเลือกซื้อเพื่อลงทุนระยะยาว ซึ่งหุ้นเด่นเป็น AOT, BDMS, BEM, ERW, MINT



AOT ความเซ็กซี่ของท่องเที่ยวไทยจะหนุนการเติบโต

เริ่มจาก AOT หุ้นสนามบินของประเทศไทย แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 73 บาท โดยเชื่อว่าการขยายสนามบินสุวรรณภูมิและความน่าจูงใจของทรัพยากรท่องเที่ยวไทยเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตในระยะยาว ซึ่งระยะกลาง-ยาวฟื้นตัวได้ หลังจากมีการใช้วัคซีน COVID-19 แพร่หลาย โดยคาดว่าการเดินทางโดยเครื่องบินในประเทศจะฟื้นตัวก่อน ส่วนการเดินทางระหว่างประเทศน่าจะเริ่มเห็นได้ปลายปี 64


ดังนั้นคาดการณ์ผลประกอบการปี 65 (สิ้นสุดก.ย.65) จะฟื้นเป็นกำไรสุทธิได้ 1.5 หมื่นล้านบาท จากคาดขาดทุนสุทธิ 8.3 พันล้านบาทในปี 64 ขณะที่งวดไตรมาส 2/64 (ม.ค.-มี.ค.64) มี Core loss -3.7 พันล้านบาท จาก ผลกระทบ COVID-19 และ TFRS 16 ส่วนแนวโน้มไตรมาส 3/64 (เม.ย.-มิ.ย.) ยังขาดทุนต่อ เพราะ COVID-19  ระบาด ระลอกที่ 3



BDMS
ได้ประโยชน์จากการใช้วัคซีน

ตามด้วย BDMS ผู้นำโรงพยาบาลระดับพรีเมียม โดยแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 28 บาท โดยได้ประโยชน์จากการใช้วัคซีนแพร่หลาย โดยคนไข้ต่างชาติคาดว่าจะเริ่มทยอยเข้ามาที่ BDMS ได้ตั้งแต่ปลายปี 64 เป็นต้นไป จึงคาดคาดกำไรสุทธิปี 64 จะทรงตัวจากปีก่อน แต่หลังจากนั้นคาดเติบโต 25% ในปี 65


สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2/64 มีแนวโน้มเติบโตได้จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสแรก เนื่องจาก คนไข้ไทยเพิ่มขึ้นทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสแรก รวมทั้งมีรายได้จากบริการ COVID-19 โดยคาดว่าในไตรมาส 2/64 จะมีการตรวจ COVID-19 มากขึ้นเป็น 2.7 แสนราย และทำรายได้ 6% ของรายได้รวมในไตรมาส 2/64 จาก 3% ในไตรมาสแรก



BEM มีโอกาสได้งานบริหารเดินรถไฟฟ้า

ขณะที่ BEM ผู้ดำเนินธุรกิจก่อสร้างและบริหารทางพิเศษและบริหารจัดการโครงการระบบขนส่งมวลชนด้วยรถไฟฟ้า MRT รวมถึงธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย  9.60 บาท โดยคาดธุรกิจเริ่มฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 64การกระจายวัคซีนเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้ปริมาณการใช้ทางด่วนและใช้รถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นใน ในช่วงครึ่งหลังของปี 64


นอกจากนี้มีโอกาสได้งานบริหารเดินรถไฟฟ้าสายสีส้ม สีม่วง ซึ่งมีโครงข่ายปัจจุบันเชื่อมต่อได้อยู่ โดยคาดกำไรสุทธิปี 65 จะโตก้าวกระโดด 56% หลังจากหดตัว มาต่อเนื่องในปี 63-64 โดยแนวโน้มไตรมาส 2/64 ยังไม่ดี เนื่องจาก COVID-19 ระบาดระลอกที่ 3 ทำให้คนกลับไป WFH และเดินทางและใช้บริการรถขนส่งมวลชนน้อยลง



ERW วัคซีนหนุน

ต่อมา ERW  ผู้ประกอบการโรงแรม โดยแนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 3.20 บาท ซึ่งจะฟื้นตัวไปกับการกระจายตัวของวัคซีน ขณะที่ระยะสั้นธุรกิจยังท้าทายมาก คาดว่าไตรมาส 2/64 จะขาดทุนมากขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่ขาดทุนสุทธิ 494 ล้านบาท เพราะ COVID-19 ระบาดระลอกที่ 3 ส่วนแนวโน้มครึ่งหลังปี 64 ดีขึ้น หลังจากมีการใช้วัคซีนแพร่หลายมากขึ้น โดยคาดว่าท่องเที่ยวในประเทศจะฟื้นตัวได้ดีกว่าท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงแรก ซึ่ง ERW จะได้ประโยชน์จากส่วนนี้


ขณะที่ในช่วงปี 64-68 จะโฟกัสโรมแรมประเภท Budget hotel ทั้งในไทยและภูมิภาคเอเชีย ซึ่งสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและเป็นตลาดที่ใหญ่ มีลูกค้าจำนวนมาก นอกจากนี้การเพิ่มทุน RO และ ERW-W3 ขึ้น XR & XW ไปแล้วเมื่อ 12 พ.ค.64 คาดว่าหุ้นจะเข้าซื้อขายในเดือนมิ.ย.64 ซึ่งการเพิ่มทุนทำให้เงินทุนและสภาพคล่องการเงินแข็งแรงขึ้น



MINT ครึ่งหลังมีแนวโน้มฟื้นตัว

และสุดท้าย MINT ผู้นำเนินธุรกิจโรงแรมและอาหารชั้นนำ โดยแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 36 บาท ซึ่งมองว่า จะเริ่มเห็นแสงสว่างในครึ่งหลังของปี 64 โดยแนวโน้มไตรมาส 2/64 ธุรกิจในไทยยังอ่อนแอ แต่ในยุโรปน่าจะฟื้นตัวจากไตรมาสแรกเพราะทยอยผ่อนคลายล็อกดาวน์ มัลดีฟส์ดีขึ้นเป็นลำดับ ส่วนธุรกิจอาหารในไทยยังท้าทาย แต่ในจีนและออสเตรเลียมี SSSG เป็นบวกต่อในไตรมาส 2/64


ทั้งนี้คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวที่ดีขึ้นของธุรกิจโรงแรมและอาหารในครึ่งปีหลังของปี 64 หลังมีการฉีดวัคซีนโควิดในวงกว้างขึ้น การเดินทางในประเทศและต่างประเทศทยอยกลับมา ประเมินปี 65 กลับมาทำกำไรได้ 3.5 พันล้านบาทหลังขาดทุนใน



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”