เจาะการเติบโตหุ้น “กลุ่มเจมาร์ท” ปี 2567 ผลงานจะเป็นอย่างไร
สัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นในกลุ่มเจมาร์ทปรับตัวลงจากความกังวลว่าบริษัทอาจเพิ่มทุนเพื่อเสริมแกร่งธุรกิจ จน “นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ต้องรีบออกมาชี้แจงว่า บริษัทยังไม่มีแผนเพิ่มทุน และ JMART ยังอยู่ระหว่างเสนอขายหุ้นกู้ให้กับประชาชนทั่วไปและนักลงทุนรายใหญ่พิเศษ รวมถึงผู้ลงทุนรายใหญ่อีกด้วย
ส่วนบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT บริษัทบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ก็ได้เตรียมเงินชำระคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในช่วงปลายไตรมาส 3/67 และ 4/67 มูลค่า 1,638 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมีเงินสดในมือพร้อมแล้ว จากกระแสเงินสดภายในบริษัทจากการจัดเก็บหนี้ด้อยคุณภาพ และเงินสดและสินทรัพย์ลงทุนที่มีสภาพคล่อง ในมือที่มีอยู่กว่า 2 พันล้านบาท ในช่วงไตรมาส 1/2567 ที่ผ่านมา จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนเร็วๆ นี้
ขณะเดียวกันผู้บริหารของฝั่ง SINGER หรือ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) และ SGC หรือ บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ก็ได้ออกมาย้ำแผนการเพิ่มทุน 5.2 พันล้านหุ้น และขาย RO ในอัตราส่วน 1 หุ้นสามัญเดิมต่อ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุน พร้อมแจกวอแรนต์ รวมถึงกู้เงิน SINGER จำนวน 6.1 พันล้านบาท นั้น เป็นการเพิ่มทุนเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง โดยมองโอกาสของสินเชื่อ SG Finance+ ภายใต้แคมเปญ Locked Phone จะเป็น Turning Point ของ SGC
โดยนายนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ SINGER บริษัทแม่ของ SGC เชื่อมั่นว่าการปรับเปลี่ยนทางธุรกิจเพื่อสร้างรากฐานใหม่ในการเติบโตของ SGC ในครั้งนี้ จะสร้างโอกาสการเติบโตต่อไปในอนาคต ทั้งในด้านผลการดำเนินงาน และความมั่นคงทางการเงินในงบดุลของบริษัท
หลังการออกมาชี้แจงของผู้บริหารข้างต้น น่าจะทำให้นักลงทุนคลายความกังวลได้ไม่มากก็น้อย สะท้อนจากราคาหุ้นในกลุ่มเจมาร์ที่ทยอยปรับตัวดีขึ้น
จากประเด็นดังกล่าวข้างต้น Wealthy Thai จึงอยากชวนนักลงทุนมาสำรวจแนวโน้มธุรกิจและการเติบโตของกลุ่มเจมาร์ทในปี 2567 จะเป็นอย่างไร
มาเริ่มที่ JMART นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด คาดการณ์กำไรปี 2567 ไว้ว่าจะพลิกกลับมากำไรที่ 1,131 ล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดทุน 447 ล้านบาท โดยคาดว่ากำไรในครึ่งปีหลัง 2567 จะเพิ่มขึ้นทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากธุรกิจติดตามหนี้ (JMT) จะเริ่มดำเนินการทางกฎหมายกับลูกหนี้ 150,000 ราย ทำให้มีการชำระเงินเข้ามาราว 1,600 ล้านบาท แม้จะมีค่าใช้จ่ายทางกฎหมายประมาณ 500 ล้านบาทธุรกิจให้เช่าพื้นที่ (J) จะมีรายได้ค่าเช่าเพิ่มจากการเปิดศูนย์การค้าชุมชนแห่งใหม่ที่ประเวศในปลายเดือนมิถุนายน 2567
ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครือจะเพิ่มขึ้นจาก SINGER จะเปิดตัวสินค้าใหม่และตั้งตู้จ่ายน้ำมันเพิ่มเป็น 1,100 จุดภายในปี 2567 พร้อมลดค่าใช้จ่ายโดยใช้บริการคลังสินค้าและขนส่งจากภายนอก SGC จะลดสัดส่วนสินเชื่อ Car 4 Cash และหันไปเน้นโครงการ SG Finance+ ที่คาดว่าจะมีลูกค้าเพิ่มเป็น 100,000 รายภายในสิ้นปีนี้ ส่วนสุกี้ตี๋น้อย จะขยายสาขาเพิ่มเป็น 77-79 แห่งในปี 2567 จาก 67 แห่งในเดือนมิถุนายน ทำให้กำไรเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน
สำหรับ JMT บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ได้ลดคาดการณ์กำไรปี 2567 ลงเฉลี่ย -19% ทำให้ปรับคาดการณ์กำไรปีนี้อยู่ที่ 1,579 ล้านบาท ลดลง 21% จากปีก่อน และปรับลดราคาเป้าหมายปี 2567 จาก 26.00 บาท เหลือ 18.60 บาท เนื่องจากเป้าหมายการซื้อพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพของ JMT ต่ำกว่าที่คาด และการลด ECL ช้ากว่าที่ประมาณการไว้
ในไตรมาส 2/67 คาดว่าผลการดำเนินงานจะทรงตัวจากไตรมาสแรกและลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ แม้ว่าฐานะการเงินของ JMT ยังคงแข็งแกร่งด้วย D/E ratio ที่ 0.46 และมีเงินสดและสินทรัพย์การเงินรวม 2.2 พันล้านบาท แม้ราคาหุ้น JMT ปรับลดลง 43% ตั้งแต่ต้นปี บล.กรุงศรี คงแนะนำ "ซื้อ" สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสในระยะยาว
สุดท้าย SINGER บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กลับมามีกำไรสุทธิได้ 3 ไตรมาสติดต่อกันตั้งแต่ไตรมาสที่ 3/66 ด้วยการปรับปรุงธุรกิจ ได้แก่ การลดพนักงาน และลดค่าใช้จ่ายต่างๆ และ SGC บริษัทในเครือได้เพิ่มทุนเพื่อชำระหนี้ 4 พันล้านบาท และ SINGER เพิ่มวงเงินสินเชื่อให้ SGC อีก 6.1 พันล้านบาท ส่งผลให้ D/E Ratio ของ SGC ลดลงจาก 3.4 เท่า เป็น 1 เท่า
โครงการ SG Finance+ (Locked phone) ซึ่งเน้นสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือมี Yield สูงถึง 28% และได้รับการตอบรับดี มีร้านค้าเข้าร่วม 2,900 ร้าน และแบรนด์ 4 แบรนด์ (Xiaomi, Oppo, Vivo, Realme) และเตรียมแถลงโมเดลธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในเดือนสิงหาคม แนะนำให้ติดตามคุณภาพสินทรัพย์ในไตรมาส 3/2567 เพื่อประเมินศักยภาพของโครงการอีกครั้ง ทั้งนี้ ประเมินกำไรปี 2567 อยู่ที่ 569 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.45%

