Official Update :

CHAO เทรดวันแรกเหนือจอง 24.58% ตั้งเป้ารายได้ปี 67 โต 15% พร้อมบุกตลาดต่างประเทศเต็มสูบ

เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ (SET) เรียบร้อยแล้ว สำหรับ CHAO หรือ บริษัท เจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) โดยเปิดตลาดที่ราคา 14.70 บาท เพิ่มขึ้น 2.90 บาท หรือ 24.58% จากราคาไอพีโอที่ 11.80 บาท


โดยนางสาวณภัทร โมรินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ CHAO เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจและมีความยินดีที่หุ้น CHAO ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังจากนี้ยังคงมุ่งมั่นขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตสู่ตลาดระดับโลก


สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุน บริษัทมีแผนลงทุนเพื่อรองรับการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนี้ 1. ก่อสร้างโรงงานโฮลซัมแห่งที่ 2 รวมทั้งลงทุนซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อรองรับการผลิต เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตของผลิตภัณฑ์ภายใต้โรงงานโฮลซัม ประมาณ 2,000 ตันต่อปี รองรับการขยายตลาดส่งออกในต่างประเทศในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่เนื้อหมู (Non-Pork)


2. ขยายกำลังการผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายใต้โรงงานโฮลซัม โดยเพิ่มกำลังการผลิตของผลิตภัณฑ์ประมาณ 770 ตันต่อปี และเพิ่มกำลังการผลิตข้าวตังดิบประมาณ 600 ตันต่อปี รวมทั้งผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวจากเนื้อสัตว์ทะเลประมาณ 600 ตันต่อปี 3. พัฒนาระบบอัตโนมัติ (Automation) และการปรับปรุงระบบควบคุมคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพ (Productivity) ในการผลิต และช่วยลดจำนวนพนักงานฝ่ายผลิต อาทิ เครื่องบรรจุอัตโนมัติ (Autopack) เป็นต้น


รวมทั้งพัฒนาโปรแกรมสำหรับจัดการทางด้านคำสั่งซื้อขายและระบบโลจิสติกส์ และพัฒนาไลน์การผลิตสินค้าแครกเกอร์ธัญพืชให้เป็นแบบอัตโนมัติทั้งไลน์สำหรับโรงงานโฮลซัม และระบบตู้อบต่อเนื่องสำหรับสินค้าหมูแท่งสำหรับโรงงานเจ้าสัว


4. ขยายกำลังการผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายใต้โรงงานเจ้าสัวและคลังสินค้า โดยเพิ่มกำลังการผลิตขนมขบเคี้ยวข้าวตังภายใต้โรงงานเจ้าสัว ประมาณ 870 ตันต่อปี และเพิ่มกำลังการผลิตขนมขบเคี้ยวประเภทเนื้อสัตว์แปรรูป 125 ตันต่อปี รวมถึงเพิ่มชั้นวางวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์พร้อมจำหน่าย และพัฒนาระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ (Warehouse Automation & Racking) เพื่อเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บสินค้า ประมาณ 2.5 เท่าจากระบบ Racking ในปัจจุบัน


และ 5. ลงทุนโครงการประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาของโรงงานโฮลซัมแห่งที่ 1, 2 และคลังวัตถุดิบ เพื่อช่วยประหยัดค่าพลังงานไฟฟ้า รวมทั้งปรับปรุงระบบความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน


ทั้งนี้ บริษัทขยายโรงงานโฮลซัมแห่งที่ 2 และขยายกำลังการผลิต เพื่อรองรับศักยภาพการเติบโตในต่างประเทศ โดยปัจจุบันวางจำหน่ายสินค้าในห้างค้าปลีกชั้นนำในประเทศต่างๆ กว่า 12 ประเทศ มีตลาดหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา จีน เขตปกครองพิเศษฮ่องกง และออสเตรเลีย เป็นต้น


โดยบริษัทมีนโยบายเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยว (Snack) ที่มีแนวโน้มการเติบโต และมีอัตราการทำกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ที่สูง พร้อมทั้งเดินหน้าขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ ซึ่งมีศักยภาพการเติบโตต่อเนื่องในอนาคต


ส่วนแนวโน้มการเติบโตในปี 2567 บริษัทคาดการณ์ว่ารายได้ยังคงเติบโตในระดับ 2 หลัก หรือราว 15% จากปีก่อน จากกลุ่มผลิตภัณฑ์เดิมที่ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งบริษัทมีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ปีละประมาณ 15-20 SKU


ขณะที่ช่วงครึ่งหลังของปี 2567 บริษัทคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ช่วยสนับสนุนให้ความต้องการบริโภคกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวขยายตัวได้ดี


ในส่วนของประเทศที่บริษัทมีการทำการตลาดอยู่แล้ว เช่น เอเชียแปซิฟิก สหรัฐฯ และจีน บริษัทจะมุ่งขยายตลาดมากขึ้นด้วยการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการขยายตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางอย่าง ดูไบ ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากเนื้อหมูและได้รับมาตรฐาน ฮาลาล (Halal) ประมาณ 20 SKU ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค


อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าอัตราการเติบโตของสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะอยู่ในระดับ 38% เท่ากับช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตามการส่งออกที่เพิ่มขึ้น โดยสิ้นปี 2566 บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกอยู่ที่ 28%