พลังรายย่อย “แบก” หุ้นไทย ซื้อสุทธิเกินแสนล้านบาท
นับจากต้นปีถึงปัจจุบันตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยกดดันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาหลักก็คือ การระบาดของ COVID-19 ที่ยอดผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม แม้มีปัจจัยกดดันภายในประเทศที่เป็นอยู่ในขณะนี้พบว่า นักลงทุนรายย่อยยังเข้าซื้อหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง
จากการตรวจสอบผ่าน setsmart.com ของทีมข่าว Wealthy Thai พบว่า นับจากวันที่ 1 ม.ค.64 จนถึงวันที่ 31 พ.ค.64 นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างชาติ ขายหุ้นไทยกว่า 36,441.60 ล้านบาท และ 66,870 ล้านบาท ตามลำดับ ในขณะที่นักลงทุนภายในประเทศกลับซื้อหุ้นไทยสุทธิกว่า 101,236.17 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อหุ้นไทยสุทธิ 2,075.43 ล้านบาทจากปรากฏการณ์ของรายย่อยดังกล่าว เกิดจากสาเหตุอะไร และนับจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อ วันนี้เราหาคำตอบมาให้แล้ว
ทีมข่าว Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยัง นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด โดยบอกว่า ในปีนี้รายย่อยน่าจะเป็นพระเอกที่ผลักดันให้หุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยปีนี้สภาพคล่องล้นระบบอย่างมาก ยอดเงินฝากในระบบคงค้างสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 15 ล้านล้านบาท และดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งถ้าหากมีวิกฤติ ดอกเบี้ยยังจะอยู่ในระดับต่ำอีกนาน และต่ำสุดเป็นประวัติการณ์แบบนี้ไปอีกซัก 1-2 ปี
ดังนั้นเมื่อดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำแบบนี้ และถือว่าต่ำกว่าในอดีตอย่างมาก ทำให้คนที่ฝากเงินในสินทรัพย์ปลอดภัยจะรู้สึกว่าได้ผลตอบแทนต่ำ จึงเกิดการ Search for yield หรือ ภาวะการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยที่เห็นอย่างชัดเจนเลย คือ การเปิดบัญชีใหม่ของนักลงทุน
ทั้งนี้โดยปกติแล้วจะมีการเปิดบัญชีใหม่ราว 30,000 บัญชีต่อเดือน แต่ในปีนี้สูงถึง 2 แสนบัญชีต่อเดือน ซึ่งมียอด 4 เดือนแรกอยู่ในระดับ 8.7 แสนบัญชีแล้ว มากกว่าทุกปี อย่างปีก่อนทั้งปีอยู่ที่ระดับราว 7 กว่าแสนบัญชี จึงคอนเฟิร์มว่า เป็นภาวะการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า ซึ่งแรงผลักดันของเงินคงค้างในระบบที่อยู่ระดับสูง จึงมีการย้ายเข้ามาในสินทรัพย์เสี่ยงในเวลาที่เริ่มเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น จึงมองว่าเป็นตัวช่วยพยุงหุ้นที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังบวกขึ้นมาราว 8-9% ในปีนี้
ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อ?
นายภราดร มองว่า ภาพยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป และยังจะเห็นการ Search for yield อย่างไรก็ตาม Search for yield มีแรงสนับสนุนอยู่ 2 ส่วน คือ อย่างแรกยอดเปิดบัญชีใหม่ และอีกส่วนคือวอลุ่มเทรดที่ในปีนี้เฉลี่ยเกือบแตะแสนล้านบาทต่อวัน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงกว่าปีก่อนอย่างมาก โดยการที่วอลุ่มเทรดอยู่ในระดับสูง แปลว่านักลงทุนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยสูง ขณะที่การเปิดบัญชีใหม่แสดงให้เห็นถึงการ Search for yield ย้ายเม็ดเงินจากสินทรัพย์ปลอดภัย เข้ามาสู่สินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งเงินทั้ง 2 ส่วนดังกล่าวนั้น ถือว่าคอยพยุงตลาดหุ้น
โดยภาพถัดจากนี้เชื่อว่าจะยังดูดีขึ้น และในมุมของต่างชาติที่ขายหุ้นไทยกรณีปรับลด MSCI เนื่องจากช่วงโควิดนั้นกดดันให้หุ้นไทยไม่ perform สวนทางกับต่างประเทศที่ perform กว่า จึงเกิดการปรับลดดัชนี ถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่หลังจากนี้น่าจะเห็นต่างชาติทยอยเข้ามาในตลาดหุ้นไทยทิศทางที่ดีขึ้น เพราะหากดูสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยโดยตรง ต่างชาติถือเพียง 21% เทียบกับสมัยก่อนที่ระดับเกือบ 30% ดังนั้นแรงขายของต่างชาติไม่ว่าจะเป็นการปรับพอร์ต MSCI และการถือครองที่ยังอยู่ในระดับต่ำ หลังจากนี้จะเห็นทิศทางที่ดีขึ้น และล่าสุดเริ่มเห็นบ้างแล้ว จึงเชื่อว่าแรงขายน่าจะชะลอลง
ขณะที่หากไปดูพฤติกรรมของหุ้นต่างประเทศ หุ้นจะขึ้นแรงในช่วงที่เร่งฉีดวัคซีน ซึ่งต่อจากนี้ประเทศไทยก็มีการเร่งฉีดวัคซีนมากขึ้น หุ้นไทยเองก็มีโอกาสฟื้นตัวแรง เช่นเดียวกันกับสหรัฐฯ ยุโรปที่ฟื้นตัวแรงในช่วงดังกล่าว จึงมองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีแรงสนับสนุน และคาดสนับสนุนได้ดีขึ้นจากการเร่งฉีดวัคซีน
สำหรับสิ่งที่ต่างชาตคาดหวังคือการกระจายฉีดวัคซีน หากไปดูสำนักงานสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลก หลายๆสำนักนั้น หากประเทศไหนมีการกระจายฉีดวัคซีนจำนวนมาก จะถูกปรับ GDP ขึ้น โดยในมุมมองของนักลงทุนเองก็มองแบบนั้นเช่นกัน เห็นได้จากเมื่อต้นปีที่สหรัฐอเมริกา และยุโรป หุ้นปรับตัวขึ้นแรงมาก
อย่างไรก็ตามมองว่า ช่วงของการเร่งฉีดวัคซีนนั้น คาดจะเริ่มเห็นแรงเก็งกำไร หรือเข้าไปสะสม หุ้น Domestic play และหุ้นเปิดเมือง ซึ่งภาพของการเปิดเมืองเริ่มใกล้เข้ามาทุกที จึงมองว่าหุ้นไทยน่าจะให้น้ำหนักมาทางหุ้นเปิดเมืองมากขึ้นที่น่าจะมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดี อย่างไรก็ตามให้เน้นการลงทุนในหุ้นใหญ่ ในธีมเปิดเมือง รวมทั้งกำไรฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังของปี 64 เช่น AOT, KBANK, MINT, BDMS, MAJOR, MTC ส่วนหุ้นส่งออกแนะนำ SAT ขณะที่ก่อสร้างชอบ STEC

