หุ้นไทยวันนี้ปิดแดนบวก ขานรับดีเดย์ปูพรมฉีดวัคซีน
วันนี้ (7 มิ.ย.64) ถือเป็นวันแรกที่ประเทศไทยเริ่มมีการกระจายฉีดวัคซีนเป็นวันแรกตามแผนที่รัฐบาลได้วางไว้ ภายในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้ จะกระจายฉีดวัคซีนให้ได้ครับ 10 ล้านโดส สำหรับประชาชน 2 กลุ่มเสี่ยงที่ลงทะเบียนระบบหมอพร้อม และแอพพลิเคชั่นของจังหวัดต่างๆ เป็นครั้งแรกก่อนกระจายฉีดให้ประชาชนทั่วไป ซึ่งรัฐบาลมีเป้าหมายสร้างภูมิคุ้มในระดับประเทศ ต้องฉีดให้ได้อย่างน้อย 50 ล้านคน หรือ 100 ล้านโดส
โดยรัฐบาลมีเป้าหมายการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ทุกคนในแผ่นดินไทย ทั้งคนไทยและต่างชาติที่สมัครใจโดยไม่คิดมูลค่า ต้องฉีดอย่างน้อย 50 ล้านคน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมต่อไปได้ สำหรับการฉีดวัคซีนวันที่ 7 มิ.ย.นี้ เป็นการเริ่มฉีดพร้อมกันจำนวนมากทั่วประเทศ มีวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 240,000 โดส และซิโนแวค 1,500,000 โดส รวม 3,540,000 โดส สำหรับ 2 สัปดาห์แรกของเดือน มิ.ย.
จากนั้นจะมีวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าที่ทยอยส่งมอบ กระจายทุกจังหวัดต่อเนื่องทุกสัปดาห์ สัปดาห์ที่ 3 ของมิ.ย.มี 8.4 แสนโดส สัปดาห์ที่ 4 อีก 2.58 ล้านโดส รวมเดือน มิ.ย.จะมีวัคซีนมากกว่า 6 ล้านโดสตามแผนที่ ศบค.กำหนด และหากรวมกับที่ฉีดไปแล้วราว 4 ล้านโดส ถึงสิ้นเดือน มิ.ย.จะฉีดวัคซีนได้ประมาณ 10 ล้านโดส
ทั้งนี้บรรยากาศของการฉีดวัคซีนก็ส่งผลดีต่อภาพรวมของตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆเป็นเป็นตัวชี้วัดในอนาคตให้ดูดีมีทิศทางที่ดีขึ้น ประกอบกับส่งผลต่อบรรยากาศความเชื่อมั่นการลงทุนในดัชนีตลาดหุ้นไทย โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ปิดที่ระดับ 1,612.59 จุด เพิ่มขึ้น 1.06% โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 88,490 ล้านบาท
โดยนายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ระบุว่า ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นและอยู่ในแดนบวกตลอดทั้งวัน และเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในกลุ่มภูมิภาค ซึ่งมีปัจจัยบวกจากการที่ในวันนี้ (7มิ.ย.64) เป็นวันที่ประเทศไทยเริ่มมีการกระจายปูพรมการฉีดวัคซีนป้องเชื้อไวรัสโควิด19
ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีความล่าช้าของการฉีดวัคซีนในประเทศไทยเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าภาพของการกระจายการฉีดวัคซีนต่อจากนี้ไปจะเร่งตัวขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ทางรัฐบาลได้วางเป้าไว้ว่าภายในสิ้นเดือนมิ.ย.64 จะกระจายการฉีดวัคซีนให้ได้ครบ 10 ล้านโดส ซึ่งจะทำให้ต่อจากนี้จำนวนยอดตัวเลขการฉีดวัคซีนจะเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 2.5-3 แสนคนต่อวัน จากเดิมอยู่แค่เพียง 5-8 หมื่นคนต่อวัน
ดังนั้นจึงส่งผลเป็น Sentiment เชิงบวกต่อภาพรวมของการลงทุน ซึ่งจะเห็นกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการกระจายฉีดวัคซีนคือกลุ่มหุ้นธีมเปิดเมือง โดยดัชนีได้ผ่านแนวต้านที่ 1,606 จุดไปแล้ว ซึ่งถือเป็นแนวต้านที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นจึงมองว่าการลงทุนในระยะถัดไปดัชนีมีโอกาสขึ้นไปแตะที่ระดับ 1,660-1,670 จุด
โดยกลุ่มหุ้นธีมเปิดเมืองที่จะได้รับประโยชน์ในครั้งนี้ เช่นกลุ่มห้างสรรพสินค้า ,โรงแรม, โรงภาพยนต์,สายการบิน จึงส่งผลให้กลุ่มหุ้นดังกล่าวทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นผลักดันตลาด เพราะนักลงทุนให้ความสนใจหยิบยกขึ้นมาเก็งกำไร ถึงแม้ว่าผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2/64 จะรู้ดีว่ายังคงอยู่ในทิศทางที่อ่อนแอ เพราะเจอการระบาดในระลอกที่ 3 แต่อย่างไรก็ตามภาพของระยะถัดไปในช่วงครึ่งหลังของปี เชื่อว่าผลประกอบการหุ้นในกลุ่มนี้จะฟื้นตัวขึ้นสะท้อนกับราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นไปแล้ว
ขณะที่รายงานจากบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า การปูพรมฉีดวัคซีนวันแรก เป้าหมาย 100 ล้านโดส ภายในสิ้นปี 2564โดยแผนการจัดหาวัคซีนของไทย เป้าหมาย 100 ล้านโดสในสิ้นปี 2564 ครอบคลุมประชากร 50 ล้านคน หรือ 70% ของจำนวนประซากร
ขณะนี้จัดหาแล้วคือวัคซีน AstraZeneca จำนวน 61 ล้านโดส เนื่องจากอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงเป็นการผลิตไปส่งมอบไป และจะมีการเจรจาการส่งมอบและจัดสรรอย่างต่อเนื่องในแต่ละเดือน โดยส่งมอบล็อตแรก 1.8 ล้านโดสวันที่ 4 มิ.ย 2564, วัคซีน Sinovac ตั้งเป้าจัดหา 10-15 ล้านโดส ขณะนี้ส่งมอบแล้ว 6 ล้านโดส ที่เหลือจะทยอยส่งมอบประมาณเดือนละ 3 ล้านโดส ได้รับบริจาคจากรัฐบาลจีน 1 ล้านโดส
ส่วนวัคซีนของ Pfizer และ Johnson & Johnson อยู่ระหว่างเจรจาเงื่อนไขในสัญญา โดย Pfizer คาดว่าจัดหาให้ได้ 20 ล้านโดส ภายในไตรมาส 3 และ Johnson & Johnson 5 ล้านโดส ภายในไตรมาส 4 หากรวมวัคซีนทั้งหมดคาดว่าเกิน 100 ล้านโดสทั้งนี้ ปัจจุบัน (6 มิ.ย. 2564) ไทยได้ฉีดวัคซีนไปแล้วจำนวน 4.19 ล้านโดส ส่งผลให้ไทยจะต้องฉีดวัคซีนเพิ่มอีก 95.81 ล้านโดส จึงจะครบ 100 ล้านโดสตามเป้าที่วางไว้ หรือต้องฉีดเฉลี่ยให้ได้ราว 4.63 แสนโดสต่อวัน (คำนวณจาก 95.81 ล้านโดส หารด้วยจำนวนคงเหลือจนถึงสิ้นปี (7 มิ.ย. - 31 ธ.ค. 2564) หรือ 207 วัน) ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ค่อนข้างท้าทาย
แม้ว่าในเดือน พ.ค. 2564 ที่ผ่านมา ไทยจะฉีดวัคซีนได้เฉลี่ยวันละ 7.44 หมื่นโดส แต่ ASPS เชื่อว่าการฉีดวัคซีนของไทยจะเร่งตัวขึ้นได้ จากแผนการนำเข้าวัคซีนที่จะมีอย่างต่อเนื่องในเดือน มิ.ย. 2564 เป็นต้นไป บวกกับกระแสความต้องการฉีดวัคซีนจากภาคประชาชนที่มีอยู่สูง โดยตามแผน เดือน มิ.ย. 2564 จะมีวัคซีนเข้ามาไม่ต่ำกว่า 6 ล้านโดส
อย่างไรก็ตามแม้ว่าในเดือน พ.ค. 2564 ที่ผ่านมา ไทยจะฉีดวัคซีนได้เฉลี่ยวันละ 7.44 หมื่นโดส แต่ASPS เชื่อว่าการฉีดวัคซีนของไทยจะเร่งตัวขึ้นได้ จากแผนการนำเข้าวัคซีนที่จะมีอย่างต่อเนื่องในเดือน มิ.ย. 2564 เป็นต้นไป บวกกับกระแสความต้องการฉีดวัคซีนจากภาคประชาชนที่มีอยู่สูง โดยตามแผน เดือน มิ.ย. 2564 จะมีวัคซีนเข้ามาไม่ต่ำกว่า 6 ล้านโดส ซึ่งหากอีดครบทั้งหมด จะส่งผลให้อัตราการฉีดวัคซีนของไทยในเดือน มิย. 2564 เพิ่มเป็น 9.5% ของประชากร จากเดือน พ.ค. 2564 ที่ฉีดไปราว 5.2% ของประชากร
ภาพรวม ASPS เชื่อว่าการเดินหน้าฉีดวัคซีนของไทยที่ยังคงมีต่อ จะช่วยหนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ และคาดว่า ศบค. จะเริ่มผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ภายหลังจากที่ขยายเวลาปิดกิจการที่มีความเสี่ยง ไปถึงวันที่ 14 มิ.ย. 2564 ซึ่งจะส่งผลบวกต่อหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเมือง เช่น กลุ่มสายการบิน (AOT, AAV), กลุ่มขนส่ง (BEM, BTS, DMT), กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม (MINT,ERW, CENTEL), กลุ่มบันเทิงและสื่อ (MAJOR, VGI, PLANB), กลุ่มค้าปลีกและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (CPALL, CRC, BJC, HMPRO, DOHOME, SPVI, CPN), กลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL), กลุ่มเช่าซื้อ (MTC, SAWAD, TIDLOR)
