สำรวจ 4 หุ้นพลังงานเด่น ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
วานนี้ (1 ส.ค. 67) ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นกว่า 4% สูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ หลังเกิดเหตุลอบสังหารผู้นำฮามาสในอิหร่าน พร้อมกับการโจมตีตอบโต้จากอิสราเอล ซึ่งก่อให้เกิดความตึงเครียดและขยายความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 3.18 ดอลลาร์ ปิดที่ 77.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 2.09 ดอลลาร์ ปิดที่ 80.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะเดียวกันหุ้นพลังงานในไทยก็ได้รับอานิสงส์เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง Wealthy Thai ขอเชิญนักลงทุนร่วมสำรวจมุมมองและความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์ชั้นนำ เพื่อเจาะลึกโอกาสและผลประโยชน์ที่หุ้นพลังงานได้รับจากแนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่พุ่งทะยานขึ้นไปด้วยกัน
โดยบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบ ค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาปิโตรเคมีส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะ PTTEP TOP และ SPRC คาดว่าค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากอุปสงค์ในเอเชียที่แข็งแกร่งและอุปทานที่ลดลง ส่วน PTTGC ก็มีรายได้เพิ่มจากส่วนต่างราคาน้ำมัน เอทิลีน และโพรพิลีน ด้วยเช่นกัน
สำหรับภาพรวมผลประกอบการและแผนในอนาคตของกลุ่มพลังงาน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่า PTTEP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2567 ด้วยกำไรสุทธิ 24,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปีที่ผ่านมาและ 28% จากไตรมาสก่อนหน้า ผลประกอบการนี้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ เนื่องจากต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าที่คาด ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 506.7 พันบาร์เรลต่อวัน (kBOED) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการ G1/61 แหล่งเอราวัณ
รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากการผลิตที่เต็มไตรมาสและต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลง 2.5% จากไตรมาสก่อน ผลกำไรปกติของ PTTEP เพิ่มขึ้น 23% จากไตรมาสก่อนสู่ 24,500 ล้านบาท โดยผลประกอบการครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิรวม 42,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 52% ของประมาณการกำไรเต็มปี 2567
ยังคงคำแนะนำ "OUTPERFORM" สำหรับการลงทุนระยะสั้น 3 เดือน พร้อมปรับเป้าหมายราคาไว้ที่ 204 บาทต่อหุ้น อิงจากวิธี DCF และราคาน้ำมันเบรนท์ระยะยาวที่ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป นอกจากนี้ PTTEP ยังประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 4.50 บาทต่อหุ้น (XD: 13 ส.ค.)
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มกำไรหลักของ TOP ในไตรมาส 3/2567 คาดเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน จากการเพิ่มขึ้นของอัตราการใช้กำลังการกลั่นและค่าการกลั่น ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล และกิจกรรมการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้นจะเป็นปัจจัยหนุนหลัก
ในขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2/2567 จะอยู่ที่ 5,130 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 359% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 13% จากไตรมาสที่แล้ว กำไรหลักคาดว่าจะอยู่ที่ 2,487 ล้านบาท ลดลง 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 65% จากไตรมาสที่แล้ว
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา การหยุดชะงักของอุปทานที่อาจเกิดจากพายุเฮอริเคนในฤดูพายุเฮอริเคนแอตแลนติกปี 2567 ซึ่ง NOAA คาดว่าจะมีพายุเฮอริเคนขนาดใหญ่ 4-7 ลูกจากทั้งหมด 17-25 ลูก แนะนำ "ซื้อ" โดยมีเป้าหมายราคาที่ 68.00 บาท
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่า SPRC ในไตรมาส 2/2567 จะมีกำไรสุทธิที่ 227 ล้านบาท ลดลง 94% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่พลิกกลับมามีกำไรเมื่อเทียบกับขาดทุน 2.1 พันล้านบาทในไตรมาส 2/2566 เนื่องจากผลกระทบจากอัตราการกลั่นและค่าการกลั่นที่ลดลงตามทิศทางอุตสาหกรรมการกลั่น
สำหรับไตรมาส 3/2567 คาดว่ากำไรจะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน จากปัจจัยหนุน เช่น การเดินทางช่วง Driving Season ในสหรัฐฯ อุปทานน้ำมันเบนซินที่ตึงตัว และการเปิดใช้งานท่อ SPM ที่ช่วยลดค่าขนส่ง
คาดว่ากำไรสุทธิปี 2567 จะอยู่ที่ 5.5 พันล้านบาท โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 10.80 บาท ผลประกอบการครึ่งปีแรกคาดว่าจะส่งผลให้มีเงินปันผลที่ 0.30 บาทต่อหุ้น Yield 3.6%
อีกทั้ง บล.หยวนต้า ได้คาดผลประกอบการไตรมาส 2/2567 ของ PTTGC จะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 1 พันล้านบาท เทียบกับขาดทุน 606 ล้านบาทใน ไตรมาส 1/2567 และขาดทุน 5.6 พันล้านบาทในไตรมาส 2/2566 สาเหตุหลักมาจากรายการพิเศษ รวมถึงการซื้อคืนหุ้นกู้ การป้องกันความเสี่ยง และกำไรสต็อกน้ำมัน
แนวโน้มผลประกอบการ ไตรมาส 3/2567 จะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน โดยค่าการกลั่นจะปรับตัวดีขึ้นตาม Crack Spread ต้นทุนน้ำมันชะลอตัวลง และค่าขนส่งลดลงหลังจากเปิดใช้งานท่อ SPM นอกจากนี้ อัตรากำไร PX สำหรับผลิตภัณฑ์สิ่งทอจะสูงขึ้นก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว แต่ยังมีความเสี่ยงจากการด้อยค่าสินทรัพย์
โดยปรับประมาณการปี 2567 ลงเป็นขาดทุนสุทธิ 1 หมื่นล้านบาท และปรับกำไรสุทธิปี 2568 ลง 68% เป็น 5.1 พันล้านบาท เนื่องจากการฟื้นตัวของผลประกอบการในครึ่งปีแรกช้ากว่าคาด และรวมผลกระทบจากรายการด้อยค่าสินทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้น
แต่ยังคงคำแนะนำ "TRADING" โดยมีราคาเป้าหมายใหม่ที่ 33.00 บาท อ้างอิง PBV ที่ 0.55 เท่า มองว่ายังไม่ต้องรีบลงทุนเนื่องจากผลการดำเนินงานในครึ่งหลังปี 2567 ยังมีความท้าทายและมีความเสี่ยงจากการด้อยค่าสินทรัพย์ รวมถึงคาดการณ์เงินปันผลที่ไม่สูง

