6 หุ้น Defensive พลังแกร่ง พร้อมรับมือทุกความผันผวน
ในช่วงที่การเมืองยังไม่แน่นอนและการแต่งตั้งนายกฯ อาจล่าช้า ทำให้ความเสี่ยงทางนโยบายเพิ่มขึ้นไปด้วย นักวิเคราะห์หลายแห่งแนะนำให้ลงทุนในหุ้น Defensive หรือ "หุ้นปลอดภัย" ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ความเสี่ยงต่ำ และปันผลสม่ำเสมอ หุ้นเหล่านี้มักอยู่ในกลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น สาธารณูปโภค โรงพยาบาล ยา และอาหาร
โดยบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แนะนำให้นักลงทุนสร้างพอร์ตหุ้น Defensive ผสมกับหุ้น Big Cap ที่มีปันผลสูงและเสถียรภาพ เพื่อรับมือกับความผันผวนในตลาด ได้แก่ ADVANC, GULF, BEM, BDMS และ DELTA ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) แนะนำ TRUE, BDMS และ CPNREIT
จากข้อมูลข้างต้น Wealthy Thai จึงจะพาทุกคนไปสำรวจปัจจัยพื้นฐานของ 6 หุ้น Defensive ที่น่าสนใจ เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้พอร์ตของคุณในช่วงนี้กัน
เริ่มจากมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ADVANC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/67 ด้วยกำไรสุทธิ 8.6 พันล้านบาท ใกล้เคียงกับคาดการณ์ของตลาด โต 18.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตของรายได้บริการมือถือ 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลครึ่งปีแรก 4.87 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Yield 2% โดยขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 19 ส.ค. 2567 และคาดว่าจะมีการเติบโตต่อเนื่องในครึ่งหลังของปีจากการเข้าสู่ High Season และการลดต้นทุนจากการรวม TTTBB โดยปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2567-2568 ขึ้น 12% และ 15% แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายปรับเพิ่มขึ้นเป็น 270 บาท
ต่อมา TRUE บล.หยวนต้า ระบุว่า รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/67 ขาดทุนสุทธิ 1.9 พันล้านบาท (เทียบกับไตรมาส 1/67 ที่ขาดทุนสุทธิ 769 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 2/66 ขาดทุน 2.3 พันล้านบาท) แต่หากตัดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับ Integration Cost ซึ่งเป็นรายการ One-time ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว 4.3 พันล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 260 ล้านบาท จะทำให้กำไรปกติไตรมาส 2/67 อยู่ที่ 2.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากไตรมาส 1/67 และดีขึ้นอย่างมากจากการขาดทุนปกติในไตรมาส 2/66 ผลประกอบการดีกว่าที่ตลาดคาดถึง 343%
โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้ที่เติบโตเด่น การลดค่าใช้จ่ายด้านการตลาด และการลดต้นทุนการเงิน บริษัทได้ปรับเพิ่มเป้าหมายปี 2567 โดยคาดว่า Service revenue จะเติบโต 4-5% และ EBITDA จะเติบโต 12-14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการแข่งขันที่ลดลงและการควบคุมต้นทุนที่ทำได้ดีกว่าคาด และปรับราคาเป้าหมายเป็น 12.80 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ”
และ DELTA บล.หยวนต้า ระบุว่า รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/67 ที่ 6.6 พันล้านบาท สร้างสถิติสูงสุด โต 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 52% จากไตรมาสก่อน และมี GPM สูงกว่าคาด โดยยอดขายกลุ่ม Power Electronics และ Data Center เติบโตเด่น
ขณะที่ครึ่งปีหลังคาดการณ์กำไรจะดีกว่าครึ่งปีแรก จากความต้องการสินค้า AI และ Data Center ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปรับประมาณการปี 2567 ขึ้น 6% เป็น 2.1 หมื่นล้านบาท โต 24% จากปีก่อน พร้อมปรับราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 เป็น 98 บาท และคงคำแนะนำ "เก็งกำไร"
ทางด้านบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า GULF รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/67 ที่ 4.74 พันล้านบาท โต 36% จากไตรมาสก่อน และ 64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าคาดการณ์ 5% โดยกำไรหลักทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 4.78 พันล้านบาท ขับเคลื่อนโดยรายได้จากโครงการพลังงานและการเติบโตของ Intouch Holdings (INTUCH) คาดแนวโน้มครึ่งปีหลังยังสดใส พร้อมปรับราคาเป้าหมาย NewCo ขึ้นเป็น 53.48 บาท ยังคงแนะนำ "Outperform"
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า BEM รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/67 ที่ 1 พันล้านบาท โต 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทุบสถิติใหม่ โดยรายได้ธุรกิจรถไฟฟ้าที่เติบโตตามจำนวนผู้ใช้บริการ และต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าปีก่อน นอกจากนี้ BEM ยังได้รับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มเพิ่มและมีโอกาสขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนออกไปอีก 22 ปี 5 เดือน แนะนำ "Outperform" ราคาเป้าหมาย 11 บาท
สุดท้ายบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่า BDMS รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/67 ที่ 3.3 พันล้านบาท โต 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 18% จากไตรมาสก่อน ตามคาดการณ์ของตลาด แม้ EBITDA margin จะอ่อนแอลง แต่ได้รับแรงหนุนจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายภาษีที่ลดลง คาดการณ์ว่ากำไรจะปรับตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง โดยมีปัจจัยหนุนจากการเติบโตของรายได้จากผู้ป่วยทั้งในและต่างประเทศ แม้ราคาหุ้นจะปรับขึ้นมา 7% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แต่ valuation ยังอยู่ในระดับต่ำ ยังคงแนะนำ "Outperform" ราคาเป้าหมาย 36 บาท

