วิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทย หลัง “แพทองธาร” นั่งเก้าอี้นายกฯ จับตาดิจิทัลวอลเล็ตกระทบหุ้นค้าปลีก
ภายหลังจากการแต่งตั้งนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของประเทศ ทำให้มีคำถามมากมายจากหลากหลายแวดวงถึงความไม่แน่นอนของนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งแวดวงตลาดหุ้นไทยเองก็เช่นกัน ที่มีการตั้งคำถามกันถึงทิศทางของตลาดหุ้นไทยต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร
วันนี้ Wealthy Thai จึงได้ต่อสายตรงไปยัง คุณกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อไขข้อสงสัยให้กับนักลงทุนทุกคน
วันนี้ Wealthy Thai จึงได้ต่อสายตรงไปยัง คุณกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อไขข้อสงสัยให้กับนักลงทุนทุกคน
โดยคุณกิจพณ ประเมินภาวะตลาดหุ้นไทย หลังนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 โดยมองว่าสถานการณ์ทางการเมืองในระยะสั้นมีความชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งสามารถลดความเสี่ยงจากภาวะสุญญากาศไปได้ เพียงแต่ในระยะสั้นจะมีความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่าง ๆ
เนื่องจากว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งนโยบายจากทางฝั่งพรรคเพื่อไทย หรือการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากการเปลี่ยนพรรคร่วมรัฐบาลก็ตาม ซึ่งจะเห็นชัดเจนได้ก็ต่อเมื่อมีการแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่ต่อรัฐสภา ซึ่งมองว่าในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า จะได้เห็นครม.ชุดใหม่ที่จะนำมาซึ่งการแถลงนโยบายต่าง ๆ และจะได้เห็นความชัดเจนในส่วนของนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต รวมถึงการพิจารณากัญชาว่าจะถูกจัดให้เป็นยาเสพติดหรือไม่
โดยในระยะสั้น คุณกิจพณมองว่า ภาพของหุ้นในกลุ่มค้าปลีก อาจจะมีแรงขายออกมาบ้างจากความไม่แน่นอนจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ต อย่างไรก็ตาม กลุ่มค้าปลีกที่อิงกับการท่องเที่ยว เช่น CPALL ซึ่งในการดำเนินงานที่ผ่านมาไม่ได้มีการอิงกับดิจิทัลวอลเล็ต ยังถือเป็นหุ้นที่ดูดี โดยสามารถเติบโต 30-40% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน จึงถือเป็นหุ้นที่ยังมีความน่าสนใจอยู่ แม้จะไม่มีนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตก็ตาม ทั้งนี้ มองว่าหากราคาหุ้น CPALL มีการปรับตัวลดลงจากความกังวลในประเด็นดังกล่าว ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าซื้อ
ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ถึงแม้จะยังไม่ได้เห็นนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ แต่จากโมเมนตัมของ GDP ในช่วงต่อจากนี้มีโอกาสที่จะปรับประมาณการขึ้น ซึ่งกระทรวงการคลังมีการปรับคาดการณ์ตัวเลข GDP ขึ้น ในช่วงประมาณ 3 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ จาก 2.4% เป็น 2.7% ต่อปี ซึ่งเวลาที่มีการปรับคาดการณ์ตัวเลข GDP ขึ้น โดยภาพรวมสินเชื่อของกลุ่มธนาคารจะมีการปรับตัวดีขึ้นตามตัวเลข GDP จึงมองว่าแม้จะยังไม่เห็นภาพชัดเจนในส่วนของนโยบาย แต่โมเมนตัมของเศรษฐกิจ กลุ่มธนาคารพาณิชย์มีโอกาสฟื้นได้ โดยเฉพาะ KBANK, BBL, SCB, KTB ซึ่งถือเป็นหุ้นที่มีความน่าสนใจ
ส่วนกลุ่มการเงิน มองว่ายังเป็นลักษณะของการเก็งกำไร เนื่องจากภาพของกลุ่มการเงินที่ฟื้นขึ้นมาแรงในช่วง 2 วัน โดยหลักมาจากความคาดหวังว่าจะมีการโยกเงินที่ได้รับการอนุมัติจากสภาแล้วในปี 2567 ไปใช้ในการสนับสนุนหรือกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกในลักษณะของการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง หรือการนำไปใช้ในการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ยังไม่มีความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว จึงแนะนำให้นักลงทุนที่เก็งกำไรในกลุ่มการเงินจากประเด็นนี้ให้ติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังไม่มีการยืนยันรายละเอียดการดำเนินโครงการในลักษณะดังกล่าวออกมา
สำหรับกลยุทธ์ประจำวัน คุณกิจพณ แนะนำหุ้น CPN โดยมีการประกาศงบการเงินออกมาค่อนข้างดี สะท้อนกำลังซื้อที่ออกมาในเกณฑ์ที่ดี ที่สำคัญ CPN มีการซื้อขายด้วย Valution ที่แถวบริเวณ 16 เท่า P/E ซึ่งค่อนข้างจะต่ำเมื่อเทียบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อีกทั้งเวลาที่มีการปรับลดดอกเบี้ยก็จะส่งผลบวกต่อผลประกอบการด้วย
และ EGCO โดยมองว่าแม้หุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะดูไม่หวือหวา แต่หากมองในด้านราคาหุ้นของกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ยัง Underperform มาก โดยตั้งแต่ต้นปี 2020 เป็นต้นมา หุ้นขนาดใหญ่ใน SET50 ที่แย่ที่สุด 10 ตัว มีหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าอยู่ 3 ตัว ซึ่ง EGCO เป็นตัวที่ถูกที่สุด ด้วย P/E ประมาณ 6 เท่า และปันผลประมาณ 6% จึงมองว่า ณ ปัจจุบัน ด้วยทิศทางดอกเบี้ยขาลง มีโอกาสที่จะเห็นภาพของการฟื้นตัวขึ้น โดยที่ผู้ลงทุนไม่ต้องเสี่ยงมาก และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากปันผลในระดับที่มากกว่า 6%
ส่วนนักลงทุนที่จะเก็งกำไรในกลุ่มการเงิน อาทิ TIDLOR, MTC แนะนำให้ระมัดระวังในด้านคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มนี้ที่อาจจะมีปรับตัวลดลงได้
News Update
