Official Update :

เช็คลิสต์ 9 หุ้น แนวโน้มกำไรสดใส ครึ่งปีแรกโตแล้ว ครึ่งปีหลังแกร่งกว่า !

หลังจากจบเทศกาลการประกาศผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากจะได้เห็นผลประกอบการของแต่ละบริษัท ยังได้เห็นถึงตัวเลขโดยรวมของตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกด้วย ซึ่งในช่วงไตรมาส 2/67 ถือเป็นช่วงเวลาที่ตัวเลขโดยรวมยังออกมาดี จากผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนหลาย ๆ กลุ่มที่ช่วยกันผลักดัน


โดย บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กำไรของตลาดในไตรมาส 2/67 ปรับดีขึ้นกว่าที่คาดเล็กน้อย ขณะที่กำไรรวมของหุ้นภายใต้การวิเคราะห์ของบล.กสิกรไทยรายงานออกมาอยู่ที่ 2.20 แสนลบ. ลดลงเล็กน้อยที่ 1.1% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นแรง 17.2% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน


ทั้งนี้ ภาพรวมกำไรรวมออกมาดีกว่าที่บล.กสิกรไทยคาดการณ์ไว้ที่ 4.2% และสูงกว่าประมาณการของตลาดที่ 5.5% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ทำให้ผลประกอบการดีกว่าคาด ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มพลังงาน (ดีกว่าคาด 9%) กลุ่มธุรกิจเกษตรและอาหาร (ดีกว่าคาด 26%) และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ดีกว่าคาด 28%)


โดย DELTA, GULF, SAV, SHR, ILM, KISS, PLANB, SAK และ TEGH คือบริษัทที่รายงานการเติบโตของกำไรในครึ่งแรกของปี 2567 และคาดว่ากำไรจะเร่งตัวขึ้นในครึ่งหลังของปี 2566 เมื่อเทียบกับครึ่งหลังของปี 2567 และครึ่งแรกของ 2567


บล.กสิกรไทย เชื่อว่า downside risk ในตลาดเริ่มจำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจของไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และภูมิทัศน์ทางการเมืองกำลังดีขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านนายกฯ ใหม่ที่ค่อนข้างเร็ว ทำให้เชื่อได้ว่าจะเห็นความต่อเนื่องของนโยบายจากภาครัฐ ส่งผลให้ SET Index อาจได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดจาก TESG และกองทุนวายุภักษ์


อย่างไรก็ตาม บล.กสิกรไทย ปรับเป้า SET Index ไปสำหรับกลางปี 2568 เป็น 1,440 จุด โดยอิงตามประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ปีคาดการณ์ 2567-2568 ที่ 87.2 บาท และ 100.7 บาท บน P/E เฉลี่ยระยะยาว หักส่วนลด -0.25SD ที่ 15.3 เท่า


ดังนั้น Wealthy Thai จึงได้สำรวจแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของหุ้น DELTA, GULF, SAV, SHR, ILM, KISS, PLANB, SAK และ TEGH จากบล.กสิกรไทย คาดการณ์ว่างบยังเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรกมาฝาก


สำหรับ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA บล.กสิกรไทย คาดครึ่งหลังของปี 2567 จะเติบโตจากส่วนผสมผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอัตรากำไรสูงสำหรับ data center และแอปพลิเคชัน AI โดยคาดว่ารายได้จากผลิตภัณฑ์สำหรับ data center จะเติบโตตามงบลงทุน (capex) ที่แข็งแกร่งของ Hyperscaler ซึ่งเป็นลูกค้าโดยตรงของ DELTA


สำหรับแอปพลิเคชัน AI มีกำหนดการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในครึ่งปีหลังของปี 2567 ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นรายได้ในส่วนนี้ได้ โครงการใหม่ดังกล่าวถูกพัฒนาจากงานวิจัยและพัฒนาของ DELTA ประเทศไทยเอง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้ากว่าในครึ่งแรกของปี 2567 ที่ DELTA ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับบริษัทแม่ โดยให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายกลางปี 2568 ที่ 120 บาท


ส่วน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF คาดว่ากำไรไตรมาส 3/67 จะเติบโตจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน ตามอัตรากำไรที่ลดลงของโรงไฟฟ้า SPP จากราคาก๊าซคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน หากมองไปข้างหน้า คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 4/67 จะมีแนวโน้มดีขึ้น จากการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของกำลังการผลิตใหม่จำนวน 759MWe ซึ่งรวมถึง GDP หน่วยที่ 4 (464 MWe) โซลาร์ฟาร์ม (160 MWe) และโซลาร์ฟาร์มพร้อมแบตเตอร์รี่ (135 เมกะวัตต์) โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” และคงราคาเป้าหมายกลางปี 2568 ที่ 52 บาท


ขณะที่ บริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SAV บริษัทคาดว่าปริมาณการจราจรทางอากาศในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 จะยังคงได้รับแรงหนุนจากจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นของสายการบินแอร์เอเชีย และเวียดนามแอร์ไลน์ หลังจากเริ่มขยายเส้นทางบินในกัมพูชาไตรมาส 2/67 พร้อมกับเริ่มบินเส้นทางภายในประเทศ 3 เส้นทาง และแอร์เอเชียมีแผนที่จะเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศใหม่ในไตรมาส 3/67 ซึ่งน่าจะช่วยหนุนปริมาณการจราจรทางอากาศตั้งแต่ไตรมาส 3/67 เป็นต้นไป ทั้งนี้ บล.กสิกรไทย คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายเดิมที่ 24.17 บาท


บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR บล.กสิกรไทย คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 3.50 บาท แม้ว่า SHR จะรายงานผลขาดทุนปกติในไตรมาส 2/67 แต่คาดว่ากำไรปกติจะพลิกกลับมาเป็นบวกในไตรมาส 3/67 จาก RevPar ของการดำเนินงานในสหราชอาณาจักรและฟิจิที่เพิ่มขึ้นในช่วงไฮซีซัน โดยคาดว่าการดำเนินงานในมอริเชียสจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้งในไตรมาส 3/67 หลังจากเปิดให้บริการอีกครั้งในช่วงปลายไตรมาส 4/67


บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM บล.กสิกรไทยคาดว่าโมเมนตัมการเติบโตของกำไรจะแข็งแกร่งขึ้นในครึ่งหลังของปี 2567 โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรม การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2567 ของรัฐบาล และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งนี้ คงคำแนะนำ “ซื้อ” และคงประมาณการกำไรปกติปี 2567-2569 ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 ที่ 29.2 บาท


บริษัท โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ KISS คาดว่ากำไรปกติครึ่งปีหลัง 2567 จะเติบโตขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน มาอยู่ที่ 93 ลบ. ประมาณการกำไรปกติครึ่งหลังปี 2567 ของบล.กสิกรไทย น้อยกว่าแนวทางกรอบบนของผู้บริหารอยู่ที่ 8% โดยให้คำแนะนำ “ซื้อ” และคงประมาณการกำไรปกติปี 2567-2569 พร้อมให้ราคาเป้าหมายกลางปี 2568 ที่ 5.24 บาท โดยคาดว่าปัจจัยหนุนจะมาจาก 1. ความสำเร็จในการเปิดตัว SKU ใหม่เพื่อเพิ่มยอดขายสกินแคร์และเครื่องสำอาง และ 2. อุปสงค์ที่ฟื้นตัวขึ้นจากลูกค้าอินโดนีเซีย


บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANB ผู้บริหารคงเป้าการเติบโตในปี 2567 ไว้ตามเดิม ได้แก่ 1. รายได้ที่เติบโตขึ้น 6-8% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน 2. อัตรากำไรขั้นต้น ที่กรอบ 29-31% 3. NPAT margin ที่มากกว่า 11% และ 4. งบ adex ที่ 700-800 ลบ. หากหักลบผลการดำเนินงานครึ่งแรกปีนี้กับประมาณการทั้งปีนี้ คาดว่า PLANB จะรายงานกำไรปกติในครึ่งหลังปีนี้ที่ 734 ลบ. โต 29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 65% จากครึ่งปีแรก โดยบล.กสิกรไทย แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 ที่ 9.37 บาท หนุนจากปัจจัยพื้นฐานของ PLANB เนื่องจาก 1. เป็นผู้เล่นที่ผูกขาดในธุรกิจสื่อ OOH 2. กำลังมองหาแหล่งรายได้ใหม่ในธุรกิจ engagement และ 3. มีงบดุลที่แข็งแกร่ง


บริษัท ศักดิ์สยามลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SAK บล.กสิกรไทย แนะนำ “ซื้อ” แม้ว่าจะปรับประมาณการกำไรลงเล็กน้อย แต่ยังปรับปีฐานราคาเป้าหมายไปเป็นกลางปี 2568 ส่งผลให้ราคาเป้าหมายคงเดิมที่ 6.70 บาท โดยเชื่อว่า SAK จะยังคงแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งต่อไป โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อที่แข็งแกร่ง และคุณภาพสินทรัพย์ที่ควบคุมได้ดี


สุดท้ายบริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH บล.กสิกรไทยคาดว่ากำไรไตรมาส 3/67 จะยังคงเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของก่อน และจากไตรมาสก่อน จาก ASP ของ NR ที่สูงขึ้น รวมถึงสัดส่วนผลิตภัณฑ์ EUDR ที่สูงขึ้น โดยคาดว่าจะคิดเป็น 40% ของปริมาณการขาย NR ทั้งหมดในไตรมาส 3/67 ซึ่งน่าจะผลักดันให้อัตรากำไรขั้นต้นของ NR เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ คาดว่าปริมาณการขายยางธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 70,000 ตัน โดยได้แรงหนุนจากการขนส่งที่ล่าช้าจำนวน 10,000 ตัน จากไตรมาส 2/67 โดยบล.กสิกรไทย คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายเดิมที่ 4.50 บาท