Official Update :

CK-STEC น่าจับตาอีกครั้ง เมื่อเมกะโปรเจกต์รัฐฯ เดินหน้า

หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างมีความผันผวนสูงตามสภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งมักเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยผลักดันราคาหุ้นกลุ่มนี้ให้สูงขึ้น


ล่าสุดวันที่ 28 ส.ค. มีข่าวดีเมื่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ได้ประกาศเตรียมโครงการลงทุนที่พร้อมเปิดประมูลเพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวนถึง 14 โครงการ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 7.98 แสนล้านบาท


ประกอบไปด้วยโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการ M9 บางขุนเทียน-บางบัวทอง, M9 บางบัวทอง-บางปะอิน, M5 รังสิต-บางปะอิน, รถไฟสายสีแดงเข้ม รังสิต-ธรรมศาสตร์, รถไฟสายสีแดงอ่อน ศิริราช-ศาลายา, รถไฟทางคู่ ระยะที่ 2, รถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน นครราชสีมา-หนองคาย, ทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ (N2), และทางด่วน กะทู้-ป่าตอง เป็นต้น


นักวิเคราะห์หลายแห่งมีความเห็นว่าการประกาศโครงการลงทุนขนาดใหญ่ครั้งนี้จะเป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญสำหรับหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะบริษัทที่มีความโดดเด่นอย่าง CK และ STEC ซึ่งมีศักยภาพในการได้รับงานประมูลมากที่สุด ด้วยปัจจัยเหล่านี้ Wealthy Thai จึงขอพานักลงทุนมาสำรวจบทวิเคราะห์และมุมมองเชิงลึกของหุ้น CK และ STEC ไปพร้อมกันว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหน


โดย CK บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินการรับรู้รายได้จากงานโครงการใหม่ขนาดใหญ่ในปีนี้อาจเหลือเพียงแค่งาน M&E บางส่วนของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ขณะที่งานโครงการรัฐฯ คาดจะเห็นการทยอยประมูลมากขึ้นในไตรมาส 4/67 และไปเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งหลังปี 2568 เป็นต้นไป ชะลอกว่าเดิมที่ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินไว้เล็กน้อย


อย่างไรก็ตาม ด้วย Backlog ของ CK ปัจจุบันที่ทำระดับสูงสุดใหม่ที่ราว 2 แสนลบ. หลังได้งานรถไฟฟ้าสายสีส้ม ทำให้ CK จะไม่ได้มีความกดดันมากนักในการแข่งประมูลงานรัฐฯ ทำให้ประเมินว่าโอกาสชนะงานรัฐฯของ CK อาจไม่สูง แต่งานที่ได้จะเป็นงานที่มีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในระดับที่ดี (ไม่แข่งราคา) และประเมินว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มจะเป็นอีก 1 โครงการหลักที่จะหนุนการรับรู้รายได้ของบริษัทในอีก 3-4 ปีข้างหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะเริ่มรับรู้เต็มปี 25668 เป็นปีแรก (รับรู้งาน M&E ก่อน ขณะที่งานโยธาคาดเริ่มรับรู้ราว 5 -10% ของมูลค่าโครงการในปี 2568)


นอกจากนี้ CK ยังมีโอกาสได้งานจาก BEM เพิ่ม คือโครงการทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) มูลค่าโครงการ 3.5 หมื่นลบ. ที่ปัจจุบัน BEM อยู่ระหว่างการเจรจากับกทพ. คาดจะมีความชัดเจนภายในปลายปีนี้ - ต้นปี 2568 เป็น Upside


แม้จะมีการปรับประมาณการกำไรลงสะท้อนรายได้และส่วนแบ่งกำไรที่น้อยกว่าคาด โดยปี 2567 ปรับลง 26% มาอยู่ที่ 1,516 ล้านบาท โต 4.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และปี 2568 ปรับลง 31% มาอยู่ที่ 1,700 ล้านบาท โต 12.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ แต่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 25 บาท เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside Gain และเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากปัจจัยด้านการเมืองที่คลี่คลายมากขึ้น รวมถึงแนวโน้ม Backlog ที่ทำนิวไฮ


ทางด้าน STEC บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) ระบุว่า ในไตรมาสที่ 2/67 บริษัทมีรายได้ 8.46 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 30.4% จากไตรมาสก่อน รายได้หลักมาจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและโรงไฟฟ้า 5 แห่ง แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลง เนื่องจากค่าใช้จ่ายขุดเจาะและซ่อมอุโมงค์สูงขึ้น แต่ได้รับปันผลจาก GULF ช่วยให้กำไรสุทธิ 25 ล้านบาท แม้จะลดลง 83.6% จากปีก่อน


สำหรับครึ่งหลังของปี 2567 คาดว่าผลประกอบการจะดีกว่าครึ่งปีแรก โดยมีแนวโน้มกำไรและอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ จำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันของรถไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้น คาดว่าจะช่วยลดส่วนแบ่งขาดทุน และมีโอกาสได้รับงานเพิ่มจากภาคเอกชน มูลค่ารวม 40,000 ล้านบาท การเร่งจัดตั้งคณะรัฐมนตรีและงบประมาณปี 2568 ที่ไม่ล่าช้าจะส่งผลให้มีโครงการขนาดใหญ่รออนุมัติ เช่น มอเตอร์เวย์ สนามบินอู่ตะเภา และรถไฟทางคู่หลายเส้นทาง


นอกจากนี้ นโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนโครงการ Entertainment Complex และรถไฟฟ้า 20 บาท จะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ซึ่งช่วยเสริมความเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร ฝ่ายวิจัยปรับราคาพื้นฐานปี 2568 เป็น 10.50 บาท แนะนำ "ซื้อ"