Official Update :

เปิดโผ 10 หุ้นใหญ่ ลุ้นเม็ดเงิน “Thai ESG” และ “วายุภักษ์” ไหลเข้า

กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง และ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ Thai ESG อยู่ในมาตรการขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงาน คือ กระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงาน ก.ล.ต. โดยคาดหวังว่าจะดึงเม็ดเงินลงทุนให้ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี 2567 ช่วยผลักดันดัชนีให้ปรับตัวดีขึ้น


ซึ่งหุ้นที่อาจได้รับปัจจัยบวกจากทั้ง 2 กองทุน คือ หุ้นขนาดใหญ่ที่กองทุนรวมวายุภักษ์ มีสัดส่วนการลงทุนอยู่แล้ว รวมถึงมี ESG RATING ในระดับสูง


โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองว่า ในปีนี้ สถาบันฯ ยังซื้อสุทธิหุ้นไทยน้อย โดยจากต้นปี 2567 จนถึงปัจจุบัน ซื้อสุทธิไปแล้วเพียง 4.1 พันล้านบาท แต่ช่วงที่เหลือของปีมีโอกาสเห็นสถาบันฯ เข้าซื้อหุ้นไทยเพิ่ม จาก 2 ส่วน คือ


1.จากกองทุน Thai ESG ใหม่ ที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค. 67 และเห็นเม็ดเงินสถาบันฯ สลับ ข้ามาเพิ่มเติมถึงปัจจุบัน 3.4 พันล้านบาท และเชื่อว่าเม็ดเงินน่าจะทยอยเข้าต่ออีก 2 –3 หมื่นล้านบาท ในช่วงที่เหลือของปี


2.จากกองทุนวายุภักษ์ใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 1 – 2 เดือนนี้ ซึ่งคาดหวังเม็ดเงินหนุนตลาดหุ้นไทยราวราว 1 –1.5 แสนล้านบาท


ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส ให้คำแนะนำ เก็งกำไร ในหุ้น 10 บริษัท ที่คาดหวังเม็ดเงินใหม่จากกองทุน Thai ESG และ วายุภักษ์ เข้ามาสนับสนุน โดยคัดกรองจากหุ้นที่วายุภักษ์ถือเยอะ และมี ESG RATING ในระดับ AAA คือ PTT, BCP, KTB, ADVANC, SCC, KBANK, CRC, CPF, SCGP และ OR


จากประเด็นดังกล่าว Wealthy Thai จึงได้สำรวจปัจจัยพื้นฐานของหุ้นบางบริษัทที่อาจเป็นเป้าหมายการลงทุนของกองทุนรวมวายุภักษ์ และ กองทุน Thai ESG มาฝาก


สำหรับปัจจัยพื้นฐานของ PTT บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 ที่ 1 แสนล้านบาท โดยแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3/67 อาจมีบันทึกกำไรจากเงินบาทแข็งค่า และไม่มีการให้ส่วนลดราคาก๊าซย้อนหลัง (Retroactive) ตามโครงสร้างราคา Single Pool เหมือนไตรมาส 2/67


แต่ภาพรวมผลการดำเนินงานไม่เด่นเพราะปริมาณขายก๊าซจะชะลอลงหลังผ่านฤดูร้อนและเข้าสู่ไฮซีซั่นของการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อน รวมถึงมีแผนปิดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซที่ 1 และ 6 ส่งผลให้ปริมาณขายพลังงานต้นน้ำจะชะลอตัวตามแผนหยุดซ่อมบำรุง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงขาดทุนสต็อกน้ำมันของธุรกิจโรงกลั่น–ค้าปลีกน้ำมันด้วย


ทั้งนี้ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คงคำแนะนำ เก็งกำไร และให้ราคาเหมาะสมที่ 38 บาท ในระยะสั้นหุ้น PTT อาจประคองตัวได้ดีกว่ากลุ่มฯ เพราะเป็นหุ้นใหญ่มีโอกาสได้อานิสงส์เม็ดเงินกองทุนวายุภักษ์และเงินปันผลงวดครึ่งแรกปี 2567 ช่วยจำกัด Downside


ส่วน ADVANC บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดครึ่งหลังปี 2567 ผลประกอบการจะเด่นกว่าครึ่งปีแรกจากการเข้าสู่ไฮซีซั่นของธุรกิจ การแข่งขันที่ทยอยลดลง ซึ่งส่งผลบวกต่อการเติบโตของ ARPU และการลดต้นทุนซ้ำซ้อนระหว่าง ADVANC กับ TTTBB ที่จะเห็นชัดมากขึ้น


นอกจากนี้ภาพรวมการบริหารจัดการของ ADVANC ในระยะยาวจะเข้มข้นมากขึ้น หลังจาก New Co เข้ามาถือหุ้นโดยตรง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลบวกต่อผู้ถือหุ้นทั้งในการเร่งลดต้นทุนและการปรับนโยบายการจ่ายเงินปันผลออกมาเพิ่มขึ้น โดยฝ่ายวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติของ ADVANC ปี 2567-2568 ขึ้น 12% และ 15% เป็นคาดกำไรปกติปี 2567 ที่ 3.4 หมื่นล้านบาท โต 20% และปี 2568 ที่ 3.8 หมื่นล้านบาท โต 12% จากปีก่อน ตามลำดับ


โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการปรับเพิ่มสมมติฐานการเติบโตของ Mobile service revenue ex. IC เป็น 4% ในปี 2567 และ 2.5% ในปี 2568 รวมถึงปรับเพิ่มสมมติฐานการเติบโตรายได้ Corporate เป็น 15% ในปี 2567 และ 11% ในปี 2568 โดยให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 270 บาท