เจาะลึก 4 หุ้นเด่น รับผลบวกแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง
ตลาดหุ้นไทยยังคงมีแนวโน้มบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ได้ประเมินว่าสถานการณ์ดัชนี SET Index ที่เพิ่มขึ้นกว่า 10% ในเดือนที่ผ่านมา อาจเผชิญแรงขายทำกำไรใกล้แนวต้าน 1,450-1,460 จุด
โดยแนะนำนักลงทุนควรมองหาหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง เช่น กลุ่มเช่าซื้อ (MTC), อสังหาฯ (AP), ค้าปลีก (CPALL, CPAXT), และโรงไฟฟ้า (GULF) เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลาย ซึ่งอาจส่งผลให้ FED และ ECB ปรับลดดอกเบี้ยในอนาคต
วันนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนไปสำรวจปัจจัยพื้นฐาน และแนวโน้มการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังของบริษัทที่มีโอกาสรับผลบวกจากทิศทางดอกเบี้ยขาลงไปพร้อมกัน
เริ่มกันที่ MTC ในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 คาดว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ากำไรอาจทรงตัวเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 คาดว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยปัจจัยสำคัญดังนี้
1.สินเชื่อของ MTC มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี โดยคาดว่าสินเชื่อในไตรมาส 3/67 และ 4/67 จะเติบโตใกล้เคียงกับไตรมาส 2/67 ทำให้คาดว่าสินเชื่อทั้งปีนี้จะขยายตัว 18%
2.แม้ว่า NPL จะเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2 แต่คาดว่าในครึ่งหลังของปี MTC จะสามารถบริหารจัดการ NPL ให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ การตัดหนี้สูญและการขาย NPL ที่เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณของการควบคุมความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ credit cost ในปี 2567 คาดว่าจะลดลง 47 bps มาอยู่ที่ 3.25%
3.แม้ว่า NIM จะปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น แต่คาดว่าในครึ่งปีหลัง ต้นทุนทางการเงินจะเริ่มทรงตัว ซึ่งจะช่วยให้ NIM ไม่ลดลงไปมากกว่านี้
4.กำไรสุทธิ ด้วยการขยายสินเชื่อที่แข็งแกร่งและการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่ากำไรสุทธิในครึ่งหลังของปี 2567 จะอยู่ในระดับที่ทรงตัวเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก แต่จะเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยกำไรทั้งปีคาดว่าจะเติบโต 16% จึงยังคงให้คำแนะนำ "Outperform" ด้วยราคาเป้าหมายที่ 49 บาท
ถัดมา AP ในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 แม้จะมี Backlog แข็งแกร่งที่ 4.26 หมื่นล้านบาท ซึ่ง 56% ของรายได้จะรับรู้ในครึ่งปีหลังและที่เหลือจะรับรู้ในปี 2568-2570 แต่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะอ่อนตัวลง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผลิตภัณฑ์และแรงกดดันจากดอกเบี้ยจ่ายที่คาดว่าจะยังคงเพิ่มขึ้น
โดยคาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 3/67 จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อหนน้า ตามการโอนกรรมสิทธิ์โครงการแนวราบและคอนโดร่วมทุนใหม่ แต่จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ได้ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2567 ลง 12% เหลือ 5.38 พันล้านบาท ลดลง 11% จากปีก่อน โดยให้คำแนะนำ “Neutral” และปรับลดเป้าหมายราคาหุ้นปี 2568 มาอยู่ที่ 10.60 บาทต่อหุ้น จากเดิม 13.60 บาทต่อหุ้น
ส่วน CPALL จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายและการปรับตัวดีขึ้นของมาร์จิ้นจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (CVS) และธุรกิจ CPAXT โดยผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/67 มีแนวโน้มดีกว่าบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน
อีกทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ทั้งโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและดิจิทัลวอลเล็ต รวมถึงแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะสร้างอัพไซด์ต่อกำไรของ CPALL ในปี 2567 และ 2568 อีกทั้งการออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน จะช่วยเพิ่มกำไรเฉลี่ยต่อปีขึ้นอีก 1% และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในตลาดลงทุก 25bps จะช่วยเพิ่มกำไรเฉลี่ยต่อปีเช่นกัน
สำหรับยอดขายและมาร์จิ้นของธุรกิจ CVS และ CPAXT ในไตรมาส 3/67 มีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากความต้องการซื้อสินค้าประเภท Ready-to-Eat (RTE) และ Ready-to-Drink (RTD) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงแคมเปญสะสมแสตมป์ที่ได้รับการตอบรับดี นอกจากนี้ ธุรกิจ CPAXT ยังคงมีการเติบโตในกลุ่มธุรกิจ B2B และ B2C ทำให้กำไรไตรมาส 4/67 มีโอกาสสร้างจุดสูงสุดของปี
นอกจากนี้ CPALL ยังคงซื้อขายในระดับ P/E ที่น่าสนใจเพียง 25 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี จึงยังคงคำแนะนำ "Outperform" พร้อมตั้งราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 ที่ 77 บาทต่อหุ้น
สุดท้าย GULF คาดช่วงครึ่งปีหลัง 2567 กำไรสุทธิของ GULF จะเติบโตต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า เช่น โครงการ GPD หน่วยที่ 4 ที่มีกำลังการผลิต 662.5 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องในเดือนตุลาคม 2567 นอกจากนี้ยังมีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์หลายแห่งที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา
ในด้านการประเมินมูลค่า แนะนำให้ "Outperform" โดยคาดการณ์ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 ที่ 63 บาทต่อหุ้น อ้างอิงจากวิธีการ DCF และเห็นว่าหุ้น GULF ซื้อขายในระดับ PE ที่ 27.8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา
ปัจจัยที่น่าจับตามองในครึ่งปีหลัง ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงเฟสสองของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาด 3.6 กิกะวัตต์ และแผน PDP2024 ที่คาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานสีเขียวในอนาคต ขณะที่ปัจจุบัน กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนของ GULF คิดเป็นเพียง 10% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายจะเพิ่มขึ้นเป็น 40% ภายในปี 2578
ที่มา : บล.อินโนเวสท์ เอกซ์

