Official Update :

NER มั่นใจครึ่งปีหลังงบสวย รับผลบวกยาง EUDR-คำสั่งซื้อแน่น หนุนรายได้ปี 67 โตตามเป้า 2.8 หมื่นล้านบาท

NER ครึ่งปีหลังผลงานดี รับยาง EUDR หนุน คาดปี 2567 ทำยอดขายราว 45,000-50,000 ตัน ส่วนปี 2568 ตั้งเป้ายอดขายแตะ 100,000 ตัน ฟากรายได้รวมปีนี้ที่ 28,000 ล้านบาท โต 5-7% รับผลบวกราคายางสูงขึ้น เผยปลายปีเตรียมเซ็นสัญญากับลูกค้ารายใหม่


นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยว่า ภาพรวมผลประกอบการในครึ่งหลังปี 2567 น่าจะปรับตัวดีขึ้นจากครึ่งปีแรก โดยได้รับแรงหนุนจากการจำหน่ายยางมาตรฐาน EUDR ซึ่งบริษัทเริ่มจำหน่ายตั้งแต่ช่วงก.ย.นี้ โดยในปี 2567 คาดว่าจะสามารถจำหน่ายยางมาตรฐาน EUDR ได้ราว 45,000-50,000 ตัน


ทั้งนี้ ยางมาตรฐาน EUDR ให้อัตรากำไรที่สูงกว่ายางปกติ โดยมีส่วนต่างระหว่างราคา (Gap) จากยางปกติอยู่ที่ราว 7-8 บาท จึงคาดว่าจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการรับรู้กำไรของบริษัทให้ดีขึ้น โดยในปี 2568 บริษัทวางเป้าหมายจำหน่ายยางมาตราฐาน EUDR ประมาณ 100,000 ตัน


“ปัจจุบันบริษัทมุ่งหน้าขยายฐานลูกค้าเพิ่มเติม ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นลูกค้าสัญชาติจีน บวกกับก่อนหน้านี้ได้มีการเจรจากับลูกค้าสัญชาติจีนไปแล้ว ซึ่งในช่วงที่เหลือของปีนี้ส่วนใหญ่การส่งมอบจะเป็นล็อตเล็กประมาณ 2,000-3,000 ตันต่อเดือน คาดว่าระยะเริ่มแรกภายในปี 2567 น่าจะส่งออกยาง EUDR ได้ใกล้เคียงประมาณ 45,000 ตัน และจะเติบโตมากขึ้นในปี 2568 ทั้งนี้ราคาขายยางมาตรฐาน EUDR ที่ดี และจะมีความสามารถในการทำกำไรที่สูง น่าจะเข้ามาช่วยเสริมนอกเหนือจากการขายยางพาราปกติได้พอควรในช่วงที่เหลือของปี 2567 และปี 2568 อีกด้วย”


ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างการขยายพื้นที่เพื่อรองรับการปลูกยางมาตรฐาน EUDR ในภาคเหนือและอีสาน เพื่อกระจายความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยปัจจุบันบริษัทได้สำรวจพื้นที่เพื่อดำเนินการ (Mapping) ไปแล้ว 30,000 ไร่ และมีแผนจะ Mapping ในปีนี้รวมทั้งสิ้น 100,000 ไร่


สำหรับภาพรวมรายได้ในปี 2567 คาดว่าจะเติบโตตามเป้าหมายที่ระดับ 28,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5-7% จากปีก่อน ส่วนปริมาณการจำหน่ายรวมคาดจะลดลง 10% จากปี 2566 มาอยู่ระดับ 440,000 ตัน จากผลกระทบสถานการณ์เอลนีโญ ทำให้มีปริมาณยางในตลาดน้อยลง แต่แนวโน้มคำสั่งซื้อที่ดีขึ้นและได้ปัจจัยบวกจากราคายางพาราที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับสูง ซึ่งปัจจุบันมีคำสั่งซื้อ (Order) ล่วงหน้าครอบคลุมถึงไตรมาส 1/68 ทั้งนี้ ช่วงปลายปีบริษัทคาดว่าจะเห็นข่าวดีจากการเซ็นสัญญากับลูกค้ารายใหม่


ขณะที่แนวโน้มการส่งออกยางพารายังดีต่อเนื่อง โดยจากรายงานของกระทรวงพาณิชย์พบว่า การส่งออกยางพาราขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือนติดต่อกัน โดย 6 เดือนแรกของปี ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ขยายตัว 30.6% โดยการเติบโตจะมาจากตลาดจีนที่มีความต้องการยางพาราที่มากขึ้นอย่างที่ได้กล่าวไป โดยเฉพาะการซื้อยางพาราเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาระดับสต๊อก ส่วนปัจจุบันซัพพลายยางก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น


นายชูวิทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทให้ความสำคัญกับตลาดอินเดีย และจีน ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มในการเติบโตต่อ และล่าสุดมีการการจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ ในประเทศโกตดิวัวร์ (Cote d'Ivoire) เพื่อสร้างโอกาสในประเทศเกิดใหม่ เพราะเป็นประเทศที่มีโอกาสเติบโตในเรื่องของยางพาราเยอะ และการแข่งขันยังไม่สูงมากนัก


ด้านสินค้าสำเร็จรูป ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าหลากหลาย โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ แผ่นปูรองสำหรับคอกปศุสัตว์ แผ่นปูรองสำหรับสัตว์เลี้ยง และแผ่นปูรองสำหรับผู้บริโภค ซึ่งคาดว่ายอดขายในปี 2567 จะอยู่ในหลัก 10 ล้านบาท จากปีก่อนที่ 2 ล้านบาท และในปี 2568 คาดว่ายอดขายมีโอกาสเติบโตแตะระดับ 100 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทวางเป้าหมายใน 5 ปีข้างหน้า จะขึ้นเป็นผู้นำด้านแผ่นพื้นทั้งหมด (King of Floor) ได้