Official Update :

BANPU บวกแรง 6.65% หลังบ.ย่อย BKV ลุยขาย IPO ในสหรัฐฯ ปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์-ลุ้นกลับเข้าดัชนี SET50

ราคาหุ้นของ BANPU หรือ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดตลาดวันนี้ (17 ก.ย. 67) ปรับตัวขึ้นโดดเด่น รับข่าวบริษัทย่อยเสนอขายหุ้น IPO เพื่อเตรียมเข้าจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์ NYSE โดยล่าสุดราคาหุ้นอยู่ที่ 6.65 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท หรือ +6.40% มูลค่าการซื้อขาย 1,270 ล้านบาท


โดย BANPU แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 67 บริษัท BKV ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ BANPU ได้ประกาศเสนอขายหุ้นสามัญออกใหม่แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 15 ล้านหุ้น ราคาเสนอขายเบื้องต้น 19 – 21 เหรียญสหรัฐฯ ต่อหุ้น เพื่อเตรียมเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ New York Stock Exchange (NYSE)


บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า BKV เป็นบริษัทย่อยด้านก๊าซธรรมชาติของ BANPU กำลังเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NYSE โดยเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 15 ล้านหุ้น ในราคา 19-21 เหรียญสหรัฐฯ ต่อหุ้น คาดว่าจะระดมทุนได้สูงสุดถึง 315 ล้านเหรียญสหรัฐฯ


การ IPO ครั้งนี้สะท้อนถึงมูลค่าที่แท้จริงของ BKV ซึ่งมีสินทรัพย์ในแหล่งก๊าซ Barnett และ Marcellus ปัจจุบัน BKV เป็นหนึ่งใน 20 ผู้ผลิตก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ นอกจากนี้การ IPO ครั้งนี้จะส่งผลบวกต่อ BANPU โดยคาดว่าจะเพิ่มมูลค่าหุ้นของ BANPU จากการรับรู้มูลค่าตลาดที่แท้จริงของ BKV และฝ่ายวิเคราะห์มองเป็น upside สำหรับหุ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และราคาก๊าซช่วงปลายปีจะมีปัจจัยฤดูกาลช่วยหนุน


ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า จากการประเมินเบื้องต้น การนำ BKV เข้า IPO ที่สหรัฐฯ โดยอิงราคา IPO ที่ 20 เหรียญสหรัฐฯ ต่อหุ้น จะเทียบเท่า Market Cap ราว 5.39 หมื่นล้านบาท และถือสัดส่วน 81.6% หลัง IPO เทียบเท่า Market NAV ราว 4.40 หมื่นลบ. หากให้ Holding Discount 20% จะเทียบเท่า 3.52 หมื่นล้านบาท คิดเป็น NAV ให้กับ BANPU ราว 3.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าความสำเร็จในการนำ BKV เข้า IPO จะทำให้ PBV ของ BANPU สูงขึ้นจากปัจจุบันที่ต่ำเพียง 0.45 เท่า


ทั้งนี้ การนำ BKV เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NYSE เป็นการปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ครั้งสำคัญของบริษัท ขณะที่ปัจจัยบวกสนับสนุนราคาหุ้น คือ Market Cap ที่เพิ่มขึ้นเป็น 6.7 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้มีโอกาสกลับเข้าสู่ดัชนี SET50 รอบครึ่งแรกปี 2568 ที่จะประกาศช่วงกลางเดือน ธ.ค.2567 เป็นปัจจัยหนุน


หากราคาหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่องขึ้นไปเกิน 7 บาท จะมีโอกาสถูกเพิ่มเข้าสู่ดัชนีสูงขึ้น และคาดว่าระดับที่ 9-10 บาท มีโอกาสกลับเข้าสู่ดัชนี MSCI เป็นอีกปัจจัยระยะกลางที่น่าสนใจ