Official Update :

คัด 4 หุ้นธนาคารดาวรุ่ง รับอานิสงส์เศรษฐกิจครึ่งปีหลังฟื้น

เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว โดย GDP ไตรมาส 2/67 เติบโต 2.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.8% จากไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เล็กน้อย และในไตรมาส 3/67 คาดว่า GDP จะเติบโตถึง 3.4% จากการบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐ


โดยบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลัง GDP จะยังคงเติบโต โดยประเมินว่าไตรมาส 3/67 จะเติบโตถึง 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันจากปีก่อน ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐ นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่า GDP ปี 2567 จะขยายตัวได้ 2.6% โดยครึ่งปีหลังน่าจะเห็นการฟื้นตัวชัดเจนยิ่งขึ้น ส่งผลให้กลยุทธ์การลงทุนควรมุ่งเน้นไปที่หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการรับผลประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เช่น BBL, KBANK, TTB และ KTB


ดังนั้น Wealthy Thai จะขอนำบทวิเคราะห์จาก บล.บัวหลวงที่แนะนำ “ซื้อ” หุ้นในกลุ่มธนาคารที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจนถึงปี 2568 มาฝากนักลงทุนทุกคน


เริ่มจาก KBANK หรือ ธนาคารกสิกรไทย รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/67 ดีกว่าคาดถึง 13% เนื่องจากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่สูงขึ้นและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลง ทำให้กำไรครึ่งปีแรกคิดเป็น 57% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 4.55 หมื่นล้านบาท แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ในไตรมาส 2/67 ลดลงเล็กน้อย จากไตรมาสก่อน แต่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยกลับมากกว่าคาดถึง 32% ส่วนอัตราส่วนการตั้งสำรองและหนี้เสียยังคงทรงตัว แสดงถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่มั่นคง


คาดการณ์ไตรมาส 3/67 จะมีกำไรสุทธิ 1.09 หมื่นล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากการลดลงของ NIM และกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสินเชื่อและการลดสำรองในปี 2567 ยังคงสนับสนุนการเติบโตที่ 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


ถัดมา TTB หรือ ธนาคารทหารไทยธนชาต มี NIM ที่ขยายตัว และสิทธิประโยชน์ภาษีหนุนการเติบโต กำไรจากการดำเนินงานก่อนตั้งสำรองอยู่ที่ 1.02 หมื่นล้านบาท แม้สินเชื่อรวมลดลง 4.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการคัดกรองสินเชื่ออย่างเข้มงวด ธนาคารตั้งสำรองพิเศษ 1.1 พันล้านบาท เพื่อเตรียมรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เช่น หนี้ครัวเรือนสูงและความเสี่ยงจากการขายรถยนต์ที่ถูกยึด


สำหรับอนาคต ธนาคารมีแผนใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการควบรวมกิจการ TMB และ TBANK ต่อไป โดยยังมีมูลค่าภาษีที่สามารถใช้ได้ถึง 1.27 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะใช้จนถึงปี 2571 ธนาคารยังวางแผนปรับกลยุทธ์เพื่อลดการตั้งสำรองพิเศษและรักษาสัดส่วน NIM ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อคงเสถียรภาพของกำไรในระยะยาว อีกทั้งมุ่งเน้นการเติบโตผ่านการควบคุมคุณภาพสินเชื่อและขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีคุณภาพสินทรัพย์สูง


ส่วน KTB หรือ ธนาคารกรุงไทย คาดว่าสินเชื่อจะเติบโตขึ้นในครึ่งปีหลังจากการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐ แม้จะต้องเผชิญความท้าทายด้านคุณภาพสินทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านที่ความเสี่ยงเริ่มเพิ่มขึ้น โดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 2567 จะเติบโต 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมี Valuation ที่ถูก ทั้ง PER 6.3 เท่า และ PBV 0.6 เท่า พร้อมกับอัตราเงินปันผลที่ประมาณ 5.5%


สุดท้าย BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ คาด GDP ไทยปี 2567 โต 3% หนุนจากท่องเที่ยวและส่งออก พร้อมประเมินธปท. คงดอกเบี้ย 2.5% ตลอดปี แม้ credit cost สูงกว่าเป้าหมาย แต่แนวโน้ม NIM และ Cost/Income Ratio ดีกว่าคาด ความต้องการสินเชื่อจะเพิ่มในครึ่งปีหลังจากการลงทุนด้าน automation และ ESG ขณะที่ NPL เพิ่มเล็กน้อยเป็น 3.2% แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้ คาด credit cost จะลดลงในครึ่งหลังของปี 2567 แนะนำ "ซื้อ" เนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์จะฟื้นตัว