4 หุ้นไทยขวัญใจต่างชาติ เดือนก.ย.ซื้อเยอะแล้ว มีโอกาสถูกซื้อต่อ
ตลาดหุ้นไทยในเดือนกันยายนถือเป็นช่วงที่คึกคักอย่างมาก เห็นได้จากดัชนี SET Index ที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมเกือบ 100 จุด ซึ่งเป็นผลจากความชัดเจนทางการเมือง ทำให้เกิดความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงนักลงทุนในประเทศเท่านั้นที่หันมาให้ความสนใจตลาดหุ้นไทยมากขึ้น แต่ยังรวมไปถึงนักลงทุนต่างประเทศที่กลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเช่นกัน
จากประเด็นที่นักลงทุนต่างประเทศซื้อหุ้นไทยมากขึ้นดังกล่าว บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุถึง 4 หุ้น ที่นักลงทุนต่างประเทศซื้อมากในเดือนก.ย. และคาดว่าจะมีโอกาสถูกซื้อต่อ คือ BH, BDMS, CPALL, GULF
โดย Wealthy Thai จึงได้รวบรวมบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ที่มีการประเมินถึง 4 หุ้นดังกล่าวไว้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำ “Trading Buy” บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 290.00 บาท โดยมองว่า BH มีจุดเด่นในการรักษาโรคยากซับซ้อน และบริหารต้นทุนได้ดี ทำให้มี EBITDA margin และ Net margin สูงสุดในกลุ่มการแพทย์ที่ศึกษา อย่างไรก็ตาม จำนวนเตียงที่ไม่มาก และมีอัตราใช้เตียงเฉลี่ยกว่า 70% อาจเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตในระยะยาว ทำให้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2567-2569 ของ BH เติบโตเฉลี่ย 7% CAGR เด่นน้อยกว่า BDMS (คาดกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 11% CAGR)
บล.กรุงศรี แนะนำ “ซื้อ” บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 38.00 บาท โดยเลือกเป็นหุ้นเด่นกลุ่มการแพทย์ เนื่องจาก 1. ราคาหุ้น laggard กว่า BH 2. คาดว่าไตรมาส 3/67 เป็นไตรมาสดีสุดของปี จากการใช้บริการเพิ่มขึ้นทั้ง OPD และ IPD 3. กำไรสุทธิปี 2567-2569 มี upside จากอัตราภาษีลดลงจากสิทธิประโยชน์ BOI และ 4. ได้เปรียบการแข่งขันจาก Capacity และขยายศักยภาพรักษาโรคของรพ.ต่างจังหวัด รองรับการเติบโตระยะยาว
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL พร้อมปรับใช้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 ที่ 80.00 บาท จากเดิมที่ 77.00 บาท โดยมองว่าโมเมนตัมจะดีในไตรมาส 4/67-2568 จาก 1. มาตรการกระตุ้นของรัฐบาล (การแจกเงินเฟส 2): รัฐบาลมีแผนจะแจกเงินให้อีก 21.5 ล้านคน แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ แจกเงินสด 5,000 บาท/คน ในไตรมาส 4/67 ส่วนที่สองอีก 5,000 บาท/คน ในปี 2568 ในรูปแบบของเงินดิจิทัล และ 2. จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 35 ล้านคนในปี 2567 เป็น 38 ล้านคนในปี 2568 โดยคาดว่า CPALL จะได้อานิสงส์จากประเด็นข้างต้นเนื่องจากมีจำนวนสาขาร้านมากถึงกว่า 13,000 ร้าน ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในกรุงเทพ (43%) และต่างจังหวัด (57%) โดยมีสาขาร้านใกล้กับพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวประมาณ 10% ของจำนวนสาขาทั้งหมด นอกจากนี้ ร้านสะดวกซื้อยังถูกจัดเป็นร้านขนาดเล็กที่เข้าเกณฑ์ digital wallet ดังนั้น จึงคาดว่า CPALL จะได้อานิสงส์จากมาตรการแจกเงินในรูปแบบเงินดิจิทัลด้วยเช่นกัน
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 68.00 บาท โดยการควบรวมระหว่าง GULF-INTUCH จะส่งผลบวกทั้งในแง่ของกระแสเงินสด และความแข็งแกร่งทางธุรกิจในระยะยาว สำหรับในระยะสั้น (2567-2568) การเติบโตของ GULF จะมาจากการควบรวม INTUCH และการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของ GPD และ HKP
ส่วนในระยะกลาง (2569-2570) การเติบโตของ GULF จะมาจากการลงทุนในโครงการใหม่ ๆ การเติบโตของ ADVANC, THCOM และ Data center และการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ และในระยะยาว (2571+) GULF มี PPA โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำและพลังงานทดแทนจำนวนมากรองรับการเติบโต และมีความสนใจเข้าประมูลโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มเติมหากภาครัฐมีการเปิดประมูล (สอดคล้องกับแผน PDP) View From Fundamental ทั้งนี้ มองแนวโน้มการเติบโตของ GULF ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวยังคงชัดเจน

