เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 2 ปี หุ้นอะไร “ได้-เสีย” ประโยชน์บ้าง การเปลี่ยนแปลงทุก 1% กระทบกำไรแค่ไหน
ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเกือบ 4.0% นับตั้งแต่ต้นปี 2567 และแตะระดับสูงสุดในรอบสองปี ตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศลดดอกเบี้ยถึง 0.5% ในช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา
โดยการแข็งค่าของเงินบาทย่อมส่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบต่อธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกันออกไป ดังนั้น Wealthy Thai จึงได้สรุปหุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลดีและผลเสียจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าแรงมานำเสนอ
โดยการแข็งค่าของเงินบาทย่อมส่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบต่อธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกันออกไป ดังนั้น Wealthy Thai จึงได้สรุปหุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลดีและผลเสียจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าแรงมานำเสนอ
ในส่วนของกลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์ จะเป็นกลุ่มที่มีโครงสร้างต้นทุนเป็นสกุลดอลลาร์ มีการพึ่งพาหนี้ต่างประเทศค่อนข้างมาก และมีการนำเข้าสินค้าโดยใช้สกุลเงินดอลลาร์สูง โดยรายงานจากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า กลุ่มหุ้นที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดตามลำดับ คือ
1. กลุ่มการบิน โดยทุกๆ 1% ของค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น มีแนวโน้มทำให้กำไรคาดการณ์ในปี 2567 เพิ่มขึ้นประมาณ 3.2% และหุ้นที่น่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุดคือ AAV
2. กลุ่มโรงไฟฟ้า โดยทุกๆ 1% ของค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น มีแนวโน้มทำให้กำไรคาดการณ์ในปี 2567 เพิ่มขึ้น 3.1% ซึ่งหุ้นที่โดดเด่นได้แก่ GULF, BGRIM, GPSC และ EGCO
3. กลุ่มเกษตรที่นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ โดยทุกๆ 1% ของค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น มีแนวโน้มทำให้กำไรคาดการณ์ในปี 2567 เพิ่มขึ้นประมาณ 3% และหุ้นที่มีโอกาสได้รับผลดีจากต้นทุนการนำเข้าที่ลดลงมากที่สุดคือ TVO
4. กลุ่มพลังงาน โดยทุกๆ 1% ของค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น มีแนวโน้มทำให้กำไรคาดการณ์ในปี 2567 ปรับขึ้นประมาณ 2.7% ส่วนหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ คือ PTTEP
5. หุ้น Mid /Small Cap ที่นำเข้าจากต่างประเทศเยอะ โดยทุกๆ 1% ของค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น มีแนวโน้มทำให้กำไรคาดการณ์ในปี 2567 เพิ่มขึ้นราวๆ 1-1.5% และหุ้นที่น่าจะได้รับอานิสงส์คือ MOSHI, KCG, TAN และ SABINA
ในขณะเดียวกัน เงินบาทที่แข็งค่าจะส่งผลเสียต่อธุรกิจที่เน้นการส่งออก โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุกๆ 1% อาจกระทบรายได้ของผู้ส่งออกเกือบ 1 แสนล้านบาท หรือราวๆ 0.5% ของ Nominal GDP ของไทย จากการแปลงรายได้ในสกุลเงินต่างประเทศของผู้ส่งออกมาเป็นเงินบาท
ส่วนกลุ่มธุรกิจและหุ้นที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากเงินบาทที่แข็งค่าตามรายงานของบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้แก่
1. กลุ่มเกษตรและอาหารที่เน้นการส่งออก เช่น ITC, AAI, TU, NER, SUN, PLUS และ GFPT
2. กลุ่มอิเลกทรอนิกส์ที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออก เช่น KCE และ HANA
3. อุตสาหกรรมอื่นที่มีรายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออก ได้แก่ MEGA, EPG และTOG
ทั้งนี้ เงินบาทที่แข็งค่าเร็วและต่อเนื่อง กำลังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตา และรอติดตามว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธทป.) จะมีมาตรการอะไรออกมาเพื่อสกัดความร้อนแรงนี้หรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ คุณพิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ได้เปิดเผยว่า ธปท. ติดตามสถานการณ์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด และพร้อมเข้าดูแลเมื่อเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนมากผิดปกติเพื่อลดผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมิน มาตรการที่อาจเกิดขึ้น อาทิ 1. รับซื้อสกุต่างประเทศ, 2. การผ่อนคลายมาตรการเงินไหลออก และ 3. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยคาดว่ามีโอกาสลดดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง ซึ่งจะเป็นจิตวิทยาหนุนค่าเงินบาทให้อ่อนค่าในระยะสั้นได้
Most Viewed
Sustainability
“Thai ESG” และ “Thai ESSGX”… จะมีการแสดงข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมในแต่ละส่วน !!!
เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
เมื่อ อีก 19 ชั่วโมง
Where to put your money
“วิศวกรรมศาสตร์” ผสานศาสตร์ “การวางแผนการเงิน”... สร้าง “พิมพ์เขียวชีวิต” ที่แม่นยำ ถูกต้อง และวัดผลได้ !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“ES-CHEQ” ลุย 50 “หุ้นจีน A-Share”... รับ “ศก.ฟื้นตัว” ตอบโจทย์ความมั่งคั่ง “ระยะยาว” !!!
เมื่อ 11 ชั่วโมงที่แล้ว
Fund Move
บลจ.กสิกรไทย ตอกย้ำผู้นำธุรกิจจัดการลงทุนไทย กวาด 17 รางวัลการันตีความเป็นเลิศจากเวทีไทยและสากล
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us
