ชี้เป้า ETF บริษัทนอกขนาดเล็ก พื้นฐานดี มีโอกาสทำกำไรสูงในช่วง 1-2 ปีหน้า
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทขนาดเล็ก (small-cap companies) มากมายได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยสูงและการใช้จ่ายที่อ่อนแอของผู้บริโภค แต่ในปัจจุบันโลกเริ่มเข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาลง นักวิเคราะห์มากมายเริ่มหันกลับมาสนใจหุ้นบริษัทเล็กกันมากขึ้น นี่เป็นเพราะว่าหุ้นบริษัทเหล่านี้ยังคงมีราคาค่อนข้างถูกแถมบริษัทขนาดเล็กมักจะเติบโตได้ดีในช่วงที่ต้นทุนกู้ยืมต่ำด้วย
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน Carson Group มองว่าราคาหุ้นบริษัทเล็กส่วนใหญ่ได้ผ่านช่วงต่ำสุดไปแล้ว จึงมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ทั้งนี้คาดว่ากำไรของกลุ่มบริษัทเล็กจะขยายตัวเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทใน S&P500 ในปี 2025 และ 2026
จากแนวโน้มที่ดีดังกล่าว บริษัทนิตยสารการเงินและแนวโน้มธุรกิจ Kiplinger ได้ชี้เป้า ETF บริษัทนอกขนาดเล็ก 6 ตัว ที่น่าสนใจ โดย ETF เหล่านี้มีสินทรัพย์สุทธิอย่างน้อย 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 0.6%
1.Dimensional U.S. Small Cap ETF (DFAS)
Dimensional U.S. Small Cap ETF เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเติบโต (growth stock) และหุ้นมูลค่า (value stock) ของบริษัทขนาดเล็กในสหรัฐฯ โดยมีนโยบายสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง Russell 2000 เป้าหมายของกองทุนนี้คือการเพิ่มมูลค่าเงินทุนระยะยาวและลดภาษีเงินได้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งนับตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนนี้ในปี 1998 มาจนถึงเดือนสิงหาคมปีนี้ DFAS มีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 9.4% สูงกว่าดัชนี Russell 2000 เกือบ 1% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market cap) โดยเฉลี่ยของบริษัทที่อยู่ในกองทุนอยู่ที่ 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และหุ้นที่กองทุนถือเยอะที่สุด 10 อันดับแรกมีสัดส่วนราวๆ 3% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน ส่วนอัตราส่วนการเปลี่ยนหุ้นในพอร์ต (turnover ratio) นั้นค่อนข้างต่ำที่ 4%
2.SPDR S&P 600 Small Cap Growth ETF (SLYG)
SPDR S&P 600 Small Cap Growth ETF เป็นกองทุนที่ลงทุนในบริษัทขนาดเล็กในดัชนี S&P SmallCap 600 โดยเลือกบริษัทที่มีแนวโน้มเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กองทุนมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อปีที่ 10% โดยในปัจจุบันกองทุนนี้มีหุ้นอยู่ 350 ตัว ซึ่งมี market cap โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และหุ้นที่กองทุนถือเยอะที่สุด 10 อันดับแรกมีสัดส่วนประมาณ 12% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน ส่วน turnover ratio ของกองทุนอยู่ที่ 48% ทั้งนี้ Kiplinger คาดว่ากำไรโดยเฉลี่ยของบริษัทที่อยู่ในกองทุนนี้มีโอกาสขยายตัวมากกว่า 13% ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
3.Avantis U.S. Small Cap Value ETF (AVUV)
Avantis U.S. Small Cap Value ETF เป็นหนึ่งในกองทุนบริษัทเล็กที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ โดยกองทุนมีนโยบายลงทุนเชิงรุก (ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 0.25%) และเน้นลงทุนในบริษัทที่มีกำไรและพื้นฐานที่ดี ในปัจจุบัน กองทุนถือหุ้นอยู่ 750 ตัว ซึ่งมี market cap โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หุ้นที่กองทุนถือเยอะที่สุด 10 อันดับแรกคิดเป็น 8% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน และ turnover ratio อยู่ที่ 7% ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำสำหรับกองทุนที่มีนโยบายลงทุนเชิงรุก
4.Wisdom Tree Emerging Markets SmallCap Dividend Fund (DGS)
WisdomTree Emerging Markets SmallCap Dividend Fund เน้นลงทุนในบริษัทขนาดเล็กที่จ่ายเงินปันผล ตามดัชนี Wisdom Tree Emerging Markets SmallCap Dividend โดยบริษัทที่กองทุนเลือกต้องมี market cap ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีปริมาณซื้อขายต่อวันโดยเฉลี่ยที่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 6 เดือนก่อนที่กองทุนจะมีการตรวจสอบ หุ้นที่กองทุนถือเยอะที่สุด 10 อันดับแรกคิดเป็น 9% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน และ turnover ratio ค่อนข้างสูงที่ 51%
5.Ishares MSCI International Small-Cap Equity Factor ETF (ISCF)
iShares MSCI International Small-Cap Equity Factor ETF มีนโยบายสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง STOXX International Small-Cap Equity Factor ซึ่งเน้นลงทุนในบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางของประเทศกำลังพัฒนาที่มีการเติบโตและพื้นฐานที่ดี และมีความผันผวนต่ำ โดยนับตั้งแต่ที่ตั้งกองทุนมาในปี 2015 จนถึงเดือนสิงหาคมปีนี้ ผลตอบแทนรายปีโดยเฉลี่ยของกองทุนอยู่ที่ 6.4% ทั้งนี้ กองทุนถือหุ้นอยู่ประมาณ 1,000 ตัว ซึ่งมี market cap เฉลี่ยที่ 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หุ้นที่กองทุนถือเยอะที่สุด 10 อันดับแรกมีสัดส่วน 5% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน และ turnover ratio ค่อนข้างต่ำที่ 3.8%
6.Pacer US Small Cap Cash Cows 100 ETF (CALF)
Pacer US Small Cap Cash Cows 100 ETF เป็นหนี่งในกองทุนบริษัทขนาดเล็กที่น่าลงทุนที่สุด เพราะกองทุนมีการลงทุนในบริษัทที่มีกระแสเงินสดอิสระ (free cash flow) เยอะ โดยกองทุนได้เลือกหุ้น 100 ตัวจากบริษัทที่มี free cash flow yield เยอะที่สุดในดัชนี S&P SmallCap 600 และให้สัดส่วนหุ้นแต่ละตัวตาม free cash flow ย้อนหลัง 12 เดือน โดยในปัจจุบัน market cap โดยเฉลี่ยของบริษัทในกองทุนอยู่ที่ 2,500 ล้านดอลลารสหรัฐฯ และมี free cash flow yield เฉลี่ย ที่ 11.3% โดยนับตั้งแต่ที่ก่อตั้งกองทุนในปี 2017 มาจนถึงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผลตอบแทนต่อปีโดยเฉลี่ยของกองทุนอยู่ที่ 9.8% สูงกว่าผลตอบแทนต่อปีโดยเฉลี่ยของดัชนี S&P SmallCap 600 ที่ 6.7%
สำหรับนักลงทุนที่กำลังสนใจลงทุนในหุ้นขนาดเล็กในต่างประเทศ การลงทุนผ่าน ETF อาจเป็นทางเลือกในการบริหารพอร์ตที่น่าสนใจ เพราะนอกจากสามารถซื้อขายแบบ Real-Time ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เหมือนหุ้นแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายในการซื้อขายต่ำกว่ากองทุนทั่วไป รวมถึงยังมีนโยบายสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงเหมือนกันอีกด้วย

