เก็งกำไร 5 หุ้นกลุ่มการเงิน ก่อนแบงก์ชาติลดเพดานดอกเบี้ย
หลังจากที่กลุ่มการเงินอย่างธนาคาร ,ไฟแนนซ์ ,และบัตรเครดิต ราคาหุ้นร่วงทรุดตามข่าวที่ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.64 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุเรื่องเร่งด่วนคือ การลดภาระดอกเบี้ยของประชาชน คือ สินเชื่อรายย่อย สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ และนาโนไฟแนนซ์
สำหรับ ในส่วนประชาชนที่จะต้องไปดูการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ ในส่วนของครูและข้าราชการก็ ต้องดูหนี้สินที่มีกับสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งต้องไปปรับรูปแบบการชำระหนี้ คุ้มครองเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม กรณีเหล่านี้จะรวมไปถึงหนี้เช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ด้วย จึงได้ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทบทวนเพดานอัตราดอกเบี้ย และการกำกับดูแลธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ
ด้วยใจความสำคัญของประเด็นนี้จึงทำให้หุ้นในกลุ่มการเงินร่วงตอบรับกระข่าวดังกล่าว ด้วยความกังวลว่าหากมีการปรับลดเพดานจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของแต่ละบริษัท แต่อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด คุณชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวมองว่ามีผลกระทบในช่วงสั้นจากปัจจัยที่ยังมีความไม่ชัดเจนของมาตรการที่จะช่วยเหลือ ซึ่งในด้านของเพดานอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันนั้น ในส่วนของบัตรเครดิตอยู่ที่ 16% สินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ที่ 25% และสินเชื่อจำนำทะเบียนอยู่ที่ 24%
สำหรับธนาคารที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อประเภทนี้มากที่สุดคือ KTB ซึ่งมีสัดส่วน 24% เป็นสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อข้าราชการ ซึ่งจะกระทบเยอะที่สุด และตามมาด้วย TISCO ที่สินเชื่อจำนวนทะเบียนอยู่ที่ 15% ของพอร์ต และ BAY ที่มีสินเชื่อจำนวนทะเบียนอยู่ที่ 10% ของพอร์ตโดยรวม
แต่อย่างไรก็ตามสินเชื่อบัตรเครดิตจะมีน้ำหนักต่อการปรับลดเพดานในครั้งนี้ เพราะปัจจุบันมีอัตราการเก็บดอกเบี้ยใกล้เคียงกับเพดานที่ระบุไว้ที่ 16% โดยในส่วนของสินเชื่ออื่นๆมีการเก็บดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเพดานที่กำหนดไว้จึงคาดว่าจะมีผลกระทบไม่มากเท่าที่ควร
ดังนั้นจะสรุปได้ว่าภาพล่าสุดเป็นแค่ sentiment เชิงลบเพียงเท่านั้นเพราะขาดความชัดเจนของมาตการต่างๆที่จะเกิดขึ้น แต่ถ้ามองเพดานดอกเบี้ยแล้วผู้ที่จะกระทบมากที่สุดคืออัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตหากมีการประกาศใช้มาตรการดังกล่าวจริง
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนมองว่าถ้าเป็นภาพแบบนี้จะส่งผลต่อประมาณการกำไรแบบจำกัด เพราะว่าสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อจำนวนทะเบียน ปัจจุบันเก็บดอกเบี้ยต่ำกว่าเพดานอยู่แล้ว มีแต่สินเชื่อบัตรเครดิตเท่านั้นที่จะกระทบแต่ยังคงมีความไม่ชัดเจน
อย่างไรก็ตามหากมองภาพใหญ่คือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการกระจายวัคซีน จะส่งผลต่อคุณภาพของสินทรัพย์ และการตั้งสำรองยังมีทิศทางในแบบที่ประเมิน เพราะฉะนั้นหากราคาหุ้นในกลุ่มการเงินปรับตัวลงมาขณะนี้ก็เป็นจังหวะที่ควรจะเข้าซื้อ โดยเลือก KBANK มูลค่าเหมาะสม 155 บาท BBL มูลค่าเหมาะสม 154 บาท และ TISCO มูลค่าพื้นฐาน 102 บาท
ขณะที่ คุณภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า จากประเด็นดังกล่าวแนะนำสามารถเก็งกำไรในช่วงสั้นกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ก่อนวันที่ 23 มิ.ย.64 ที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการประชุมเรื่องดอกเบี้ย ซึ่งมองว่าน่าจะมีท่าทีที่ออกมาเกี่ยวกับมาตรการนี้
ดังนั้นโดยรวมแล้วตลาดชอบความชัดเจน หากมีมาตรการอย่างไรก็จะสามารถเลือกเก็งกำไรหุ้นกลุ่มธนาคาร และกลุ่มสินเชื่อ เช่น ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK,ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ขณะที่กลุ่มไฟแนนซ์เลือก SAWAD ซึ่งซื้อขายที่ P/Eในระดับ 20 เท่า และยังมี ROE ที่ 22%
ในส่วนของบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนะสิน มีมุมอง Negative sentiment ต่อข่าวที่นากยกรัฐมนตรีขอให้ ธปท. ทบทวนอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ธนาคารที่จะได้รับ Sentiment เชิงลบมากสุดเรียงลำดับตามสัดส่วนสินเชื่อบุคคลมากสุด คือ KTB, SCB และ TTB ส่วนธนาคารที่มีสินเชื่อจำนำทะเบียนมากสุดคือ TISCO ตามด้วย TTB
ทั้งนี้หาก ธปท. ลดเพดานดอกเบี้ยจริง เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว ธปท. จะต้องช่วยลดต้นทุนทางการเงินของกลุ่มธนาคารโดยอาจยืดอายุมาตรการลดการนำส่ง FIDF ที่ 0.23% ออกไปอีก 1 ปี เรายังคงน้ำหนักการลงทุน Bullish สำหรับกลุ่มธนาคาร เลือก BBL (Buy, TP21F 155) และ KBANK (Buy, TP21F 175) เป็น Top pick
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการของ KBANK โดยเราประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 2/64 อยู่ที่ 9.3 พันล้านบาท เติบโต 327% จากปีก่อน คาดกำไรสุทธิในปี 64 ที่ 3.83 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น 30% หนุนโดยการตั้งสำรองฯ ที่ลดลงจากการฟื้นตัวหลัง COVID-19 คลี่คลาย และมาตรการการผ่อนคลายจากภาครัฐรวมถึงคาดสินเชื่อเติบโตแข็งแกร่ง
โดยผู้บริหารคาดเติบโต 4-6% ในปี 64 ขณะที่คาด NIM ที่ 3.1-3.3% ราคาหุ้นในปัจจุบันยังเทรดระดับ PBV ที่ถูกระดับ 0.6 เท่า หรือ 2SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว และ PER ที่ 7.9 เท่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 7.9-12 เท่า ดังนั้นยังคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 178 บาท

