Official Update :

ตลท. มั่นใจหุ้นไทยเข้าสู่จุดพลิกฟื้น คาดกำไรบจ. ไตรมาส 3 โตแกร่ง หนุน fund flow ไหลเข้าโค้งสุดท้ายของปี

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยเข้าสู่จุดพลิกฟื้น จากความมั่นใจนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น คาดกำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3/67 ออกมาดี หนุนเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติไหลเข้าหุ้นไทยช่วงสามเดือนสุดท้ายของปี


นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในเดือนกันยายนฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า หลังสถานการณ์ภายนอกและภายในประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น


โดยในส่วนของปัจจัยนอกประเทศ การลดดอกเบี้ยของ Fed ครั้งแรกในรอบ 4 ปี ที่ 0.5% ในเดือนกันยายน บวกกับตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังมีความแข็งแรง ทำให้นักลงทุนมีความกังวลน้อยลงเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาในสหรัฐฯ และมีความมั่นใจในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ส่งผลให้เม็ดเงินบางส่วนไหลไปยังสินทรัพย์ที่เสี่ยงกว่าในประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในไทย ฟิลิปปินส์ และ สิงค์โปร์


ส่วนปัจจัยภายในประเทศ การเมืองไทยที่มีความชัดเจนมากขึ้นหลังได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตัวเลขเศรษฐกิจที่เข้มแข็งกว่าที่นักวิเคราะห์คาด รวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนผ่านการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนของผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ ก็มีส่วนช่วยเพิ่มความมั่นใจในนักลงทุนเช่นกัน โดยปัจจัยต่างๆ ทั้งภายนอกและภายในประเทศ ได้ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นไทยในเดือนกันยายนสูงสุดในรอบ 22 เดือน


ทั้งนี้ แม้เม็ดเงินที่ไหลเข้าจำนวนมากจะมีโอกาสทำให้เงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วและส่งผลเสียต่อหุ้นของบริษัทในกลุ่มส่งออกและท่องเที่ยว แต่บริษัทในกลุ่ม Domestic play และกลุ่มที่มีสัดส่วนนำเข้าเพื่อผลิตสูงก็มีโอกาสได้อานิสงส์จากต้นทุนที่ลดลงเช่นกัน


สำหรับไตรมาส 4/67 คาดว่าตลาดหุ้นไทยยังคงมีปัจจัยบวกจากการประกาศผลกำไรไตรมาส 3/67 ของ บจ. ที่คาดว่าจะออกมาดี เพราะผลกำไรของบริษัทมักจะไปในทิศทางเดียวกับ GDP ซึ่งโดยปกติแล้ว GDP ในช่วงครึ่งหลังของปีมักจะดีกว่าในช่วงครึ่งแรก โดยรายงานผลกำไรที่ดีจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุน


นอกจากนี้ กองทุนวายุภักษ์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น จึงมีแนวโน้มที่เม็ดเงินลงทุนจะทยอยเข้ามาต่อเนื่อง ส่วนกองทุน Thai ESG คาดจะได้รับความสนใจมากขึ้น หลังมีการส่งเสริมโดยสมาคมและบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่างๆ ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยบวกที่มาจากนอกประเทศคือการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน ซึ่งหากประสบความสำเร็จ จะส่งผลดีต่อ บจ. ไทยในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ และ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะดึงดูดนักลงทุนในหุ้นกลุ่มเหล่านี้


อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ยังต้องจับตา เช่น การลดดอกเบี้ยของ Fed ในระยะข้างหน้า ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ สงครามในตะวันออกกลาง ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท และการฟื้นตัวของประเทศไทยจากอุทกภัย


ด้านภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นกันยายน 2567 SET Index ปิดที่ 1,448.83 จุด เพิ่มขึ้น 6.6% จากเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 ทำให้เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.3%


โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร


มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 62,503 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 35.8% จากเดือนที่แล้ว ทำให้ 9 เดือนแรกของปี 2567 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 46,481 ล้านบาท


มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน SET 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE) และใน mai 2 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. เอสอีไอ เมดิคัล (SEI) และ บมจ. พีเอ็มซี เลเบิล แมททีเรียลส์ (PMC)


ในส่วนของ Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2567 อยู่ที่ระดับ 15.8 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียที่ระดับ 13.0 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 17.5 เท่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียที่ระดับ 15.6 เท่า