MEDEZE เทรดวันแรกปิดพุ่งกว่า 24% ยันธุรกิจโตแกร่ง แย้มรายได้ปีนี้โต 25% จ่อลุยธุรกิจเซลล์รากผมต้นปี 2568
MEDEZE เทรดวันแรกพุ่งเฉียด 48% ยันธุรกิจโตแกร่ง แย้มรายได้ปีนี้โต 25% และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เผยแผนลงทุนธุรกิจเซลล์รากผมเพิ่มศักยภาพธุรกิจ จ่อรับรู้รายได้ต้นปี 2568
นายพายุพัด มหาผล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจำหน่าย และรับประกันการจำหน่ายของบริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เปิดเผยว่า ราคาหุ้น MEDEZE เปิดทำการซื้อขายวันแรกที่ 13.30 บาท ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 47.78% จากราคาจองซื้อที่ 9 บาท ซึ่งเป็นการได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เนื่องจากความเป็นผู้นำธุรกิจ พื้นฐานการเงินที่มีความแข็งแกร่ง และอุตสาหกรรมอยู่ในวัฏจักรขาขึ้น รวมถึงแผนขยายธุรกิจที่มีศักยภาพ ช่วยขยายฐานกำไร สร้างโอกาสเติบโตในอนาคต
ด้าน นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะลงทุนขยายธุรกิจด้านเซลล์รากผม หรือ Hair Follicle Cell Bank ด้วยการพัฒนานวัตกรรมเซลล์จากรากผม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในการช่วยบรรเทาปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเส้นผม และหนังศีรษะ ที่มีแนวโน้มจะพบเจอมากขึ้นในกลุ่มผู้สูงวัย และลงทุนติดตั้งระบบการจัดเก็บเซลล์ด้วยหุ่นยนต์ หรือ Robotic Cell Culture System ซึ่งเป็นนวัตกรรมขั้นสูงและล้ำสมัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทำให้กระบวนจัดเก็บมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ลดความผิดพลาดของบุคคล และลดความเสี่ยงจากตัวแปรที่มาจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ยกระดับความน่าเชื่อถือทัดเทียมกับผู้ประกอบการชั้นนำทั่วโลก สามารถดึงดูดลูกค้าทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้มากขึ้น
ทั้งนี้ เชื่อว่าในปี 2568 เป็นต้นไป นวัตกรรมเซลล์รากผมที่มีการจัดเก็บจากไขมันจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น เนื่องจาก MEDEZE มีการพัฒนามาอย่างน้อยกว่า 10 ปี ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าสามารถจัดเก็บสเตมเซลล์จากไขมันได้ แต่ MEDEZE ได้มีการนำมาใช้นกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว โดยคนท้องสามารถจัดเก็บสเตมเซลล์จากไขมันได้เลย แต่สเตมเซลล์จากรากผมเป็นนวัตกรรมใหม่ที่แม้แต่แพทย์ก็ยังไม่ทราบ ซึ่งบริษัทฯ หวังว่าจะสามารถทำ B2B ให้แพทย์ทุก ๆ คลีนิคที่ตอนนี้มีการให้บริการปลูกถ่ายรากผมสามารถที่จะมีองค์ความรู้ และมีการแพร่กระจายไปหาเซลล์ของเค้าเองในแต่ละคลีนิค และกระจายไปหาลูกค้าได้ต่อไป ทั้งนี้ เชื่อว่าปีแรกที่ MEDEZE มีการเปิดตัวเรื่องของเซลล์รากผมอาจจะสามารถส่งต่อการรับรู้ได้เพียง 5-10% เนื่องจากต้องใช้เวลาในการให้ความรู้ ความเข้าใจกับแพทย์, ฝ่ายขาย รวมถึงคนไข้ แต่ข้อโดดเด่นของสเตมเซลล์รากผมของเราคือ ได้การสนับสนุนจาก BOI ในการงดการจ่ายภาษีทั้งหมด 10 ปี เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี 2567 ในส่วนของงบการเงินตรงส่วนนี้ก็จะกลายเป็นผลกำไรโดยปราศจากภาษี เหมือนกับการตรวจสอบศักยภาพของ NK เซลล์ของบริษัทฯ
“เรามีแผนการในอนาคตว่าต่อไปจะมีการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศต่าง ๆ เนื่องจากเราเป็นบริษัทไฮเทคและไบโอเทคในเมืองไทยที่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง โดยข้อโดดเด่นของธุรกิจของ MEDEZE คือนวัตกรรมที่ต่างประเทศยังไม่มี โดยเฉพาะประเทศใน CIMB และอาเซียนทั้งหมด รวมไปถึงดูไบ และตะวันออกกลาง เพราะฉะนั้นเราสามารถต่อยอดไปยังต่างประเทศได้เลยทันที ซึ่งในอีกประมาณ 2 ไตรมาสต่อจากนี้จะสามารถบอกรายละเอียดได้ว่าจะขยายธุรกิจไปยังประเทศใด” นายแพทย์วีรพล กล่าว
ขณะเดียวกัน นายพิพัฒน์ พิศณุวงรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายบัญชีและการเงิน MEDEZE เปิดเผยว่า เนื่องจาก MEDEZE มีบริษัทวิจัยและพัฒนาเป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้นก็จะมีบริการใหม่ ๆ ออกมา โดยการต่อยอดจากเทคโนโลยีเสตมเซลล์ที่บริษัทฯ มีองค์ความรู้อยู่แล้ว โดยอันดับแรกที่จะเริ่มเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2568 คือ สเตมเซลล์รากผม ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการพูดคุยกับคลีนิค เนื่องจากโมเดลธุรกิจของบริษัทฯ เป็นรูปแบบ B2B จึงมีการวางแผนที่จะไปจับมือกับคลีนิครักษารากผม เพื่อแก้ปัญหาเส้นผมต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ ในปี 2568 จะเริ่มมีการให้บริการรูปแบบนี้อย่างจริงจัง ซึ่งการรักษารากผมด้วยสเตมเซลล์ ให้ความแข็งแรงของรากผมที่มากกว่า จึงถือเป็นเทคโนโลยีที่ให้ทางเลือกกับผู้บริโภคได้ โดยหากดูในส่วนของกลุ่มเป้าหมายที่เริ่มมีปัญหารากผม จะอยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 30-70 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้มีจำนวนประมาณ 40 ล้านคน ทั้งนี้ภายใต้สมมติฐานว่าคนในกลุ่มนี้ประมาณ 1 ใน 4 มีปัญญหาเส้นผม หรือประมาณ 10 ล้านคน ในจำนวนกลุ่มนี้อาจมีกลุ่มผู้ที่มีรายได้สูงประมาณ 3% จึงมองว่าตรงนี้เป็นตลาดที่ใหญ่มาก ที่จะสร้างโอกาสให้กับธุรกิจของบริษัทฯ ต่อไป
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนการลงทุนในโรโบติก ซึ่งเป็นระบบการคัดแยกและเพาะเลี้ยงเซลล์ด้วยหุ่นยนต์ โดยใช้งบประมาณราว 400 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการตัดทรัพยากรบุคคลออกไปจากกระบวนการผลิต โดยการนำคนออกไปจะช่วย 2 อย่าง คือ 1. ช่วยลดอัตราการปนเปื้อน 2. เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในกระบวนการเพาะเลี้ยงเซลล์ เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการเพาะเลี้ยงเซลล์ต้องใช้อุณหภูมิราว 37 องศาเซลเซียส ซึ่งการนำหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการนี้จะช่วยทำให้สามารถควบคุมอุณหภูมิตลอดการเพาะเลี้ยงเซลล์ได้
โดยการที่บริษัทฯ ลงทุนในส่วนของโรโบติก เนื่องจากมองว่าต่อไปตลาดสเตมเซลล์จะมีการเติบโตมากขึ้น หลังจากที่ผู้คนเริ่มรู้แล้วว่าจะสามารถเก็บสเตมเซลล์จากไขมันได้ ถ้าเกิดตลาดโตมากขึ้น การที่บริษัทฯ มีโรโบติกจะทำให้สามารถจะเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น และที่สำคัญคือต้นทุนในการเพาะเลี้ยงเซลล์ คือ Clean Room หรือ ห้องปราศจากเชื้อ หากคิดจากสัดส่วนห้อง, จำนวนคน และตู้เพาะเลี้ยงเซลล์ที่เท่ากัน หุ่นยนต์สามารถทดแทนมนุษย์เพิ่มขึ้นได้ถึง 3 เท่า ในระยะเวลา 8 ชั่วโมง ส่วนกรณีที่มีการเปิดเครื่องถึง 16 ชั่วโมง จะสามารถเพิ่มขึ้นได้ถึง 6 เท่า โดยตอนนี้อยู่ในระหว่างรอการสั่งซื้อกับบริษัทที่ชิบูย่าที่ญี่ปุ่น ซึ่งจะสามารถเปิดตัวได้ประมาณกลางปี 2569
ส่วนในแง่ของผลการดำเนินงาน ในส่วนของยอดขาย 3 ปีย้อนหลัง มีการเติบโตประมาณปีละ 25% แต่หากดูเฉพาะส่วนของสเตมเซลล์ของตัวเนื้อเยื่อไขมันและเนื้อเยื่อสายสะดือ 3 ปีย้อนหลังมีการเติบโตประมาณปีละ 30% เชื่อว่าหลังที่ตลาดเริ่มรับรู้ธุรกิจ MEDEZE เพิ่มมากขึ้น ตัวตลาดของเนื้อเยื่อไขมันน่าจะมีแนวโน้มการเติบโตได้ในระดับเดียวกันกับที่ผ่านมา ส่วนรากผมจะสามารถเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การเติบโตในส่วนของรายได้ในปีนี้ คาดว่าไม่ต่ำกว่า 25% อย่างไรก็ดี ในส่วนของตลาดสเตมเซลล์ บริษัทฯ มีมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 50% โดยมียอดขาย 700 ล้านบาท ส่วนตลาดในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านบาท
นายพายุพัด มหาผล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจำหน่าย และรับประกันการจำหน่ายของบริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เปิดเผยว่า ราคาหุ้น MEDEZE เปิดทำการซื้อขายวันแรกที่ 13.30 บาท ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 47.78% จากราคาจองซื้อที่ 9 บาท ซึ่งเป็นการได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เนื่องจากความเป็นผู้นำธุรกิจ พื้นฐานการเงินที่มีความแข็งแกร่ง และอุตสาหกรรมอยู่ในวัฏจักรขาขึ้น รวมถึงแผนขยายธุรกิจที่มีศักยภาพ ช่วยขยายฐานกำไร สร้างโอกาสเติบโตในอนาคต
ด้าน นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะลงทุนขยายธุรกิจด้านเซลล์รากผม หรือ Hair Follicle Cell Bank ด้วยการพัฒนานวัตกรรมเซลล์จากรากผม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในการช่วยบรรเทาปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเส้นผม และหนังศีรษะ ที่มีแนวโน้มจะพบเจอมากขึ้นในกลุ่มผู้สูงวัย และลงทุนติดตั้งระบบการจัดเก็บเซลล์ด้วยหุ่นยนต์ หรือ Robotic Cell Culture System ซึ่งเป็นนวัตกรรมขั้นสูงและล้ำสมัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทำให้กระบวนจัดเก็บมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ลดความผิดพลาดของบุคคล และลดความเสี่ยงจากตัวแปรที่มาจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ยกระดับความน่าเชื่อถือทัดเทียมกับผู้ประกอบการชั้นนำทั่วโลก สามารถดึงดูดลูกค้าทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้มากขึ้น
ทั้งนี้ เชื่อว่าในปี 2568 เป็นต้นไป นวัตกรรมเซลล์รากผมที่มีการจัดเก็บจากไขมันจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น เนื่องจาก MEDEZE มีการพัฒนามาอย่างน้อยกว่า 10 ปี ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าสามารถจัดเก็บสเตมเซลล์จากไขมันได้ แต่ MEDEZE ได้มีการนำมาใช้นกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว โดยคนท้องสามารถจัดเก็บสเตมเซลล์จากไขมันได้เลย แต่สเตมเซลล์จากรากผมเป็นนวัตกรรมใหม่ที่แม้แต่แพทย์ก็ยังไม่ทราบ ซึ่งบริษัทฯ หวังว่าจะสามารถทำ B2B ให้แพทย์ทุก ๆ คลีนิคที่ตอนนี้มีการให้บริการปลูกถ่ายรากผมสามารถที่จะมีองค์ความรู้ และมีการแพร่กระจายไปหาเซลล์ของเค้าเองในแต่ละคลีนิค และกระจายไปหาลูกค้าได้ต่อไป ทั้งนี้ เชื่อว่าปีแรกที่ MEDEZE มีการเปิดตัวเรื่องของเซลล์รากผมอาจจะสามารถส่งต่อการรับรู้ได้เพียง 5-10% เนื่องจากต้องใช้เวลาในการให้ความรู้ ความเข้าใจกับแพทย์, ฝ่ายขาย รวมถึงคนไข้ แต่ข้อโดดเด่นของสเตมเซลล์รากผมของเราคือ ได้การสนับสนุนจาก BOI ในการงดการจ่ายภาษีทั้งหมด 10 ปี เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี 2567 ในส่วนของงบการเงินตรงส่วนนี้ก็จะกลายเป็นผลกำไรโดยปราศจากภาษี เหมือนกับการตรวจสอบศักยภาพของ NK เซลล์ของบริษัทฯ
“เรามีแผนการในอนาคตว่าต่อไปจะมีการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศต่าง ๆ เนื่องจากเราเป็นบริษัทไฮเทคและไบโอเทคในเมืองไทยที่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง โดยข้อโดดเด่นของธุรกิจของ MEDEZE คือนวัตกรรมที่ต่างประเทศยังไม่มี โดยเฉพาะประเทศใน CIMB และอาเซียนทั้งหมด รวมไปถึงดูไบ และตะวันออกกลาง เพราะฉะนั้นเราสามารถต่อยอดไปยังต่างประเทศได้เลยทันที ซึ่งในอีกประมาณ 2 ไตรมาสต่อจากนี้จะสามารถบอกรายละเอียดได้ว่าจะขยายธุรกิจไปยังประเทศใด” นายแพทย์วีรพล กล่าว
ขณะเดียวกัน นายพิพัฒน์ พิศณุวงรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายบัญชีและการเงิน MEDEZE เปิดเผยว่า เนื่องจาก MEDEZE มีบริษัทวิจัยและพัฒนาเป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้นก็จะมีบริการใหม่ ๆ ออกมา โดยการต่อยอดจากเทคโนโลยีเสตมเซลล์ที่บริษัทฯ มีองค์ความรู้อยู่แล้ว โดยอันดับแรกที่จะเริ่มเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2568 คือ สเตมเซลล์รากผม ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการพูดคุยกับคลีนิค เนื่องจากโมเดลธุรกิจของบริษัทฯ เป็นรูปแบบ B2B จึงมีการวางแผนที่จะไปจับมือกับคลีนิครักษารากผม เพื่อแก้ปัญหาเส้นผมต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ ในปี 2568 จะเริ่มมีการให้บริการรูปแบบนี้อย่างจริงจัง ซึ่งการรักษารากผมด้วยสเตมเซลล์ ให้ความแข็งแรงของรากผมที่มากกว่า จึงถือเป็นเทคโนโลยีที่ให้ทางเลือกกับผู้บริโภคได้ โดยหากดูในส่วนของกลุ่มเป้าหมายที่เริ่มมีปัญหารากผม จะอยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 30-70 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้มีจำนวนประมาณ 40 ล้านคน ทั้งนี้ภายใต้สมมติฐานว่าคนในกลุ่มนี้ประมาณ 1 ใน 4 มีปัญญหาเส้นผม หรือประมาณ 10 ล้านคน ในจำนวนกลุ่มนี้อาจมีกลุ่มผู้ที่มีรายได้สูงประมาณ 3% จึงมองว่าตรงนี้เป็นตลาดที่ใหญ่มาก ที่จะสร้างโอกาสให้กับธุรกิจของบริษัทฯ ต่อไป
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนการลงทุนในโรโบติก ซึ่งเป็นระบบการคัดแยกและเพาะเลี้ยงเซลล์ด้วยหุ่นยนต์ โดยใช้งบประมาณราว 400 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการตัดทรัพยากรบุคคลออกไปจากกระบวนการผลิต โดยการนำคนออกไปจะช่วย 2 อย่าง คือ 1. ช่วยลดอัตราการปนเปื้อน 2. เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในกระบวนการเพาะเลี้ยงเซลล์ เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการเพาะเลี้ยงเซลล์ต้องใช้อุณหภูมิราว 37 องศาเซลเซียส ซึ่งการนำหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการนี้จะช่วยทำให้สามารถควบคุมอุณหภูมิตลอดการเพาะเลี้ยงเซลล์ได้
โดยการที่บริษัทฯ ลงทุนในส่วนของโรโบติก เนื่องจากมองว่าต่อไปตลาดสเตมเซลล์จะมีการเติบโตมากขึ้น หลังจากที่ผู้คนเริ่มรู้แล้วว่าจะสามารถเก็บสเตมเซลล์จากไขมันได้ ถ้าเกิดตลาดโตมากขึ้น การที่บริษัทฯ มีโรโบติกจะทำให้สามารถจะเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น และที่สำคัญคือต้นทุนในการเพาะเลี้ยงเซลล์ คือ Clean Room หรือ ห้องปราศจากเชื้อ หากคิดจากสัดส่วนห้อง, จำนวนคน และตู้เพาะเลี้ยงเซลล์ที่เท่ากัน หุ่นยนต์สามารถทดแทนมนุษย์เพิ่มขึ้นได้ถึง 3 เท่า ในระยะเวลา 8 ชั่วโมง ส่วนกรณีที่มีการเปิดเครื่องถึง 16 ชั่วโมง จะสามารถเพิ่มขึ้นได้ถึง 6 เท่า โดยตอนนี้อยู่ในระหว่างรอการสั่งซื้อกับบริษัทที่ชิบูย่าที่ญี่ปุ่น ซึ่งจะสามารถเปิดตัวได้ประมาณกลางปี 2569
ส่วนในแง่ของผลการดำเนินงาน ในส่วนของยอดขาย 3 ปีย้อนหลัง มีการเติบโตประมาณปีละ 25% แต่หากดูเฉพาะส่วนของสเตมเซลล์ของตัวเนื้อเยื่อไขมันและเนื้อเยื่อสายสะดือ 3 ปีย้อนหลังมีการเติบโตประมาณปีละ 30% เชื่อว่าหลังที่ตลาดเริ่มรับรู้ธุรกิจ MEDEZE เพิ่มมากขึ้น ตัวตลาดของเนื้อเยื่อไขมันน่าจะมีแนวโน้มการเติบโตได้ในระดับเดียวกันกับที่ผ่านมา ส่วนรากผมจะสามารถเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การเติบโตในส่วนของรายได้ในปีนี้ คาดว่าไม่ต่ำกว่า 25% อย่างไรก็ดี ในส่วนของตลาดสเตมเซลล์ บริษัทฯ มีมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 50% โดยมียอดขาย 700 ล้านบาท ส่วนตลาดในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านบาท
Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 15 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
OKJ พุ่งกระฉูด 27% หลังเปิดตัว Grill & Ground โบรกฯ ยังแนะ “ซื้อ” แม้ลดราคาเป้า มองผลงานครึ่งหลังฟื้นรับกลยุทธ์ 3 ด้าน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us
News Update
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
