MEDEZE เทรดวันแรกปิดพุ่งกว่า 24% ยันธุรกิจโตแกร่ง แย้มรายได้ปีนี้โต 25% จ่อลุยธุรกิจเซลล์รากผมต้นปี 2568

MEDEZE เทรดวันแรกพุ่งเฉียด 48% ยันธุรกิจโตแกร่ง แย้มรายได้ปีนี้โต 25% และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เผยแผนลงทุนธุรกิจเซลล์รากผมเพิ่มศักยภาพธุรกิจ จ่อรับรู้รายได้ต้นปี 2568


นายพายุพัด มหาผล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจำหน่าย และรับประกันการจำหน่ายของบริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เปิดเผยว่า ราคาหุ้น MEDEZE เปิดทำการซื้อขายวันแรกที่ 13.30 บาท ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 47.78% จากราคาจองซื้อที่ 9 บาท ซึ่งเป็นการได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เนื่องจากความเป็นผู้นำธุรกิจ พื้นฐานการเงินที่มีความแข็งแกร่ง และอุตสาหกรรมอยู่ในวัฏจักรขาขึ้น รวมถึงแผนขยายธุรกิจที่มีศักยภาพ ช่วยขยายฐานกำไร สร้างโอกาสเติบโตในอนาคต


ด้าน นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะลงทุนขยายธุรกิจด้านเซลล์รากผม หรือ Hair Follicle Cell Bank ด้วยการพัฒนานวัตกรรมเซลล์จากรากผม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในการช่วยบรรเทาปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเส้นผม และหนังศีรษะ ที่มีแนวโน้มจะพบเจอมากขึ้นในกลุ่มผู้สูงวัย และลงทุนติดตั้งระบบการจัดเก็บเซลล์ด้วยหุ่นยนต์ หรือ Robotic Cell Culture System ซึ่งเป็นนวัตกรรมขั้นสูงและล้ำสมัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทำให้กระบวนจัดเก็บมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ลดความผิดพลาดของบุคคล และลดความเสี่ยงจากตัวแปรที่มาจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ยกระดับความน่าเชื่อถือทัดเทียมกับผู้ประกอบการชั้นนำทั่วโลก สามารถดึงดูดลูกค้าทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้มากขึ้น


ทั้งนี้ เชื่อว่าในปี 2568 เป็นต้นไป นวัตกรรมเซลล์รากผมที่มีการจัดเก็บจากไขมันจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น เนื่องจาก MEDEZE มีการพัฒนามาอย่างน้อยกว่า 10 ปี ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าสามารถจัดเก็บสเตมเซลล์จากไขมันได้ แต่ MEDEZE ได้มีการนำมาใช้นกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว โดยคนท้องสามารถจัดเก็บสเตมเซลล์จากไขมันได้เลย แต่สเตมเซลล์จากรากผมเป็นนวัตกรรมใหม่ที่แม้แต่แพทย์ก็ยังไม่ทราบ ซึ่งบริษัทฯ หวังว่าจะสามารถทำ B2B ให้แพทย์ทุก ๆ คลีนิคที่ตอนนี้มีการให้บริการปลูกถ่ายรากผมสามารถที่จะมีองค์ความรู้ และมีการแพร่กระจายไปหาเซลล์ของเค้าเองในแต่ละคลีนิค และกระจายไปหาลูกค้าได้ต่อไป ทั้งนี้ เชื่อว่าปีแรกที่ MEDEZE มีการเปิดตัวเรื่องของเซลล์รากผมอาจจะสามารถส่งต่อการรับรู้ได้เพียง 5-10% เนื่องจากต้องใช้เวลาในการให้ความรู้ ความเข้าใจกับแพทย์, ฝ่ายขาย รวมถึงคนไข้ แต่ข้อโดดเด่นของสเตมเซลล์รากผมของเราคือ ได้การสนับสนุนจาก BOI ในการงดการจ่ายภาษีทั้งหมด 10 ปี เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี 2567 ในส่วนของงบการเงินตรงส่วนนี้ก็จะกลายเป็นผลกำไรโดยปราศจากภาษี เหมือนกับการตรวจสอบศักยภาพของ NK เซลล์ของบริษัทฯ


“เรามีแผนการในอนาคตว่าต่อไปจะมีการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศต่าง ๆ เนื่องจากเราเป็นบริษัทไฮเทคและไบโอเทคในเมืองไทยที่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง โดยข้อโดดเด่นของธุรกิจของ MEDEZE คือนวัตกรรมที่ต่างประเทศยังไม่มี โดยเฉพาะประเทศใน CIMB และอาเซียนทั้งหมด รวมไปถึงดูไบ และตะวันออกกลาง เพราะฉะนั้นเราสามารถต่อยอดไปยังต่างประเทศได้เลยทันที ซึ่งในอีกประมาณ 2 ไตรมาสต่อจากนี้จะสามารถบอกรายละเอียดได้ว่าจะขยายธุรกิจไปยังประเทศใด” นายแพทย์วีรพล กล่าว


ขณะเดียวกัน นายพิพัฒน์ พิศณุวงรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายบัญชีและการเงิน MEDEZE เปิดเผยว่า เนื่องจาก MEDEZE มีบริษัทวิจัยและพัฒนาเป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้นก็จะมีบริการใหม่ ๆ ออกมา โดยการต่อยอดจากเทคโนโลยีเสตมเซลล์ที่บริษัทฯ มีองค์ความรู้อยู่แล้ว โดยอันดับแรกที่จะเริ่มเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2568 คือ สเตมเซลล์รากผม ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการพูดคุยกับคลีนิค เนื่องจากโมเดลธุรกิจของบริษัทฯ เป็นรูปแบบ B2B จึงมีการวางแผนที่จะไปจับมือกับคลีนิครักษารากผม เพื่อแก้ปัญหาเส้นผมต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ ในปี 2568 จะเริ่มมีการให้บริการรูปแบบนี้อย่างจริงจัง ซึ่งการรักษารากผมด้วยสเตมเซลล์ ให้ความแข็งแรงของรากผมที่มากกว่า จึงถือเป็นเทคโนโลยีที่ให้ทางเลือกกับผู้บริโภคได้ โดยหากดูในส่วนของกลุ่มเป้าหมายที่เริ่มมีปัญหารากผม จะอยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 30-70 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้มีจำนวนประมาณ 40 ล้านคน ทั้งนี้ภายใต้สมมติฐานว่าคนในกลุ่มนี้ประมาณ 1 ใน 4 มีปัญญหาเส้นผม หรือประมาณ 10 ล้านคน ในจำนวนกลุ่มนี้อาจมีกลุ่มผู้ที่มีรายได้สูงประมาณ 3% จึงมองว่าตรงนี้เป็นตลาดที่ใหญ่มาก ที่จะสร้างโอกาสให้กับธุรกิจของบริษัทฯ ต่อไป


นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนการลงทุนในโรโบติก ซึ่งเป็นระบบการคัดแยกและเพาะเลี้ยงเซลล์ด้วยหุ่นยนต์ โดยใช้งบประมาณราว 400 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการตัดทรัพยากรบุคคลออกไปจากกระบวนการผลิต โดยการนำคนออกไปจะช่วย 2 อย่าง คือ 1. ช่วยลดอัตราการปนเปื้อน 2. เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในกระบวนการเพาะเลี้ยงเซลล์ เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการเพาะเลี้ยงเซลล์ต้องใช้อุณหภูมิราว 37 องศาเซลเซียส ซึ่งการนำหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการนี้จะช่วยทำให้สามารถควบคุมอุณหภูมิตลอดการเพาะเลี้ยงเซลล์ได้


โดยการที่บริษัทฯ ลงทุนในส่วนของโรโบติก เนื่องจากมองว่าต่อไปตลาดสเตมเซลล์จะมีการเติบโตมากขึ้น หลังจากที่ผู้คนเริ่มรู้แล้วว่าจะสามารถเก็บสเตมเซลล์จากไขมันได้ ถ้าเกิดตลาดโตมากขึ้น การที่บริษัทฯ มีโรโบติกจะทำให้สามารถจะเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น และที่สำคัญคือต้นทุนในการเพาะเลี้ยงเซลล์ คือ Clean Room หรือ ห้องปราศจากเชื้อ หากคิดจากสัดส่วนห้อง, จำนวนคน และตู้เพาะเลี้ยงเซลล์ที่เท่ากัน หุ่นยนต์สามารถทดแทนมนุษย์เพิ่มขึ้นได้ถึง 3 เท่า ในระยะเวลา 8 ชั่วโมง ส่วนกรณีที่มีการเปิดเครื่องถึง 16 ชั่วโมง จะสามารถเพิ่มขึ้นได้ถึง 6 เท่า โดยตอนนี้อยู่ในระหว่างรอการสั่งซื้อกับบริษัทที่ชิบูย่าที่ญี่ปุ่น ซึ่งจะสามารถเปิดตัวได้ประมาณกลางปี 2569


ส่วนในแง่ของผลการดำเนินงาน ในส่วนของยอดขาย 3 ปีย้อนหลัง มีการเติบโตประมาณปีละ 25% แต่หากดูเฉพาะส่วนของสเตมเซลล์ของตัวเนื้อเยื่อไขมันและเนื้อเยื่อสายสะดือ 3 ปีย้อนหลังมีการเติบโตประมาณปีละ 30% เชื่อว่าหลังที่ตลาดเริ่มรับรู้ธุรกิจ MEDEZE เพิ่มมากขึ้น ตัวตลาดของเนื้อเยื่อไขมันน่าจะมีแนวโน้มการเติบโตได้ในระดับเดียวกันกับที่ผ่านมา ส่วนรากผมจะสามารถเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การเติบโตในส่วนของรายได้ในปีนี้ คาดว่าไม่ต่ำกว่า 25% อย่างไรก็ดี ในส่วนของตลาดสเตมเซลล์ บริษัทฯ มีมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 50% โดยมียอดขาย 700 ล้านบาท ส่วนตลาดในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านบาท
Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 15 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
OKJ พุ่งกระฉูด 27% หลังเปิดตัว Grill & Ground โบรกฯ ยังแนะ “ซื้อ” แม้ลดราคาเป้า มองผลงานครึ่งหลังฟื้นรับกลยุทธ์ 3 ด้าน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us