เปิด 4 หุ้นเด่น รับอานิสงส์ ใต้สมมติฐาน แฮร์ริส VS ทรัมป์ ชนะเลือกตั้ง
ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 5 พ.ย.นี้ โดยประเด็นที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ได้รับความสนใจไม่น้อย ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับภาคเศรษฐกิจที่ไม่เพียงกระทบแค่เศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังประเทศคู่ค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องของค่าเงินที่จะมีทั้งธุรกิจที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ในกรณีที่ดอลลาร์แข็งค่าหรืออ่อนค่า
เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทยที่นักลงทุนต่างจับตาในประเด็นความเกี่ยวข้องนี้เช่นเดียวกัน ว่าภายใต้สมมติฐานที่ใครคนใดคนหนึ่งได้รับคัดเลือกจะส่งผลต่อบริษัทจดทะเบียนต่างๆ อย่างไรบ้าง และบริษัทใดที่เป็นผู้ที่ได้ประโยชน์เป็นอันดับต้น ๆ ในสมมติฐานที่ต่างกัน
วันนี้ Wealthy Thai จึงได้หยิบยกเอาบทวิเคราะห์ของ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ระบุถึงประเด็นนี้ไว้ว่า มองภาพการลงทุนเชื่อว่าหากแฮร์ริสชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ การค้าระหว่างประเทศจะมีสถานการณ์ที่ดีกว่า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EM) รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย โดยค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในสถานการณ์นี้ บล.กสิกรไทย เลือก AAV และ SYNEX เป็นหุ้นเด่น และกองทุน K-APB-A(A) เป็นกองทุนแนะนำ
อย่างไรก็ตาม หากทรัมป์ชนะไทยอาจได้รับผลกระทบในทางลบ ค่าเงินบาทจะมีแนวโนม้อ่อนค่าลงและสนับสนุนกระแสการย้ายฐานการผลิตมายังไทยมากขึ้น ในกรณีนี้ บล.กสิกรไทย จะเลือก DELTA และ WHA เป็นหุ้นเด่น และกองทุน K-GSELECTU เป็นกองทุนแนะนำ
ทั้งนี้ จากโพลล่าสุดโอกาสที่แฮร์ริสจะชนะเพิ่มขึ้น ซึ่งควรเป็นบวกต่อเงินบาท แต่จากการที่ตลาดปรับคาดเรื่องการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดหลังรายงาน CPI มองอาจขวางการแข็งค่าขึ้นในระยะสั้น
สำหรับบทวิเคราะห์รายตัวของหุ้นทั้ง 4 ตัวดังกล่าวจากบล.กสิกรไทย Wealthy Thai ได้ทำการรวบรวมมาไว้ในบทความนี้แล้ว โดยมีรายละเอียด ดังนี้
โดยแนะนำ “ซื้อ” บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV พร้อมให้ราคาพื้นฐานที่ 3.22 บาท โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มสายการบินที่จะได้รับประโยชน์จากทั้งเรื่องของการแข่งขันที่ลดลง และราคาน้ำมันเครื่องบินที่ลดลงต่ำกว่า 90 เหรียญต่อบาเรล เนื่องจากสายการบินในประเทศทั้ง AAV และ BA ไม่ได้มี hedging position
ดังนั้นเชื่อว่าจะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง อีกทั้งค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทำให้กระแสเงินสดดีขึ้นเช่นกันจากค่าใช้จ่ายในสกุลเงิน USD ที่จะลดลงเมื่อเทียบเป็นสกุลเงินบาท และท้ายสุดคือในไตรมาส 4/67 จะเป็นช่วง high season ของกลุ่มท่องเที่ยว อีกทั้งมองแนวโน้มของการเพิ่ม supply ใหม่เป็นไปได้ช้ากว่าแผนจากผลกระทบของการประท้วงของแรงงานทั้ง Boeing และ Airbus ในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX ให้คำแนะนำ “Neutral” พร้อมราคาเป้าหมาย 16.56 บาท จากปัจจัยหนุน ได้แก่ 1. วัฏจักรการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ไอทีที่เร่งตัวขึ้นจากการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ 2. ความนิยมของผลิตภัณฑ์ไอทีที่มีสัญญาการจัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว และ 3. การเบิกจ่ายของภาครัฐที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุน backlog ของหน่วยธุรกิจไอทีเชิงพาณิชย์
ส่วน บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA แนะนำ “Neutral” พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 113.00 บาท จากแนวโน้มผลประกอบการที่น่าจะดีขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2567 จากความต้องการของ Data Center และ AI Application ที่มีอัตรากำไรสูง ขณะที่บริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ที่ 10-20% และอัตรากำไรขั้นต้นที่ 23-24%
โดยปัจจัยบวกล่าสุดจากการรายงานรายได้ของ TSMC ที่ 250.87 พันล้านไต้หวันดอลลาร์ ใกล้เคียงระดับ Record High ที่ 256.95 พันล้านดอนลาร์ในเดือนที่แล้ว โดยเป็นการเพิ่มขึ้น 33% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ซึ่งมีแรงหนุนหลักมาจากชิปในส่วนของ Data Center จึงมองน่าจะส่ง Sentiment ที่ดีมายัง DELTA ได้ต่อเนื่องจาก
สุดท้าย บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA แนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 6.25 บาท โดยภาพรวมนอกจากทิศทางยอดขายที่ดินในระยะสั้นที่ออกมาดีแล้ว โอกาสสร้างยอดขายระดับสูงต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปียังเป็นไปได้สูง บน LOI และ MOU ที่อยู่ระดับสูง โดยมาจากอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ธุรกิจแบตเตอรี่และชิ้นส่วนยานยนต์ ขณะที่อุปสงค์ที่เกี่ยวกับโลจิสติกส์ยังมีอยู่มาก พัฒนาการดังกล่าวยังเป็นการเพิ่มโอกาสที่กำไรปี 2567 จะออกมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้ตามที่บล.กสิกรไทยคาดไว้
นอกจากนี้รัฐบาลใหม่ที่จะยังมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนในไทย ยังจะเป็นอีกส่วนสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสการทำธุรกิจของ WHA นอกจากนี้การเริ่มพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับโลจิสติกส์ทั้ง Mobilix และพลังงาน จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว และเป็นบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการของ WHA ได้

