ทิศทางการเลือกตั้งสหรัฐฯ กับ “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” ต่อเศรษฐกิจไทย
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน เป็นเรื่องที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง เพราะสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายสามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยได้ และในบทความนี้ Wealthy Thai อยากชวนมาดูว่าการผลการเลือกตั้งของสหรัฐฯ จะสามารถกระทบเศรษฐกิจไทยได้อย่างไรบ้าง
สำหรับกรณีที่พรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้ง (Democrat) สิ่งที่อาจเกิดขึ้น คือ
1.ประเทศไทยได้รับอานิสงส์จากเงินลงทุนต่างชาติ
ABN ARMO Bank มองว่า หากพรรคเดโมแครตชนะ อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ จะลดลงเรื่อยๆ แต่ดอกเบี้ยนโยบายนั้นน่าจะลดลงเร็วกว่าเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง หรือ real interest rate (คือ อัตราดอกเบี้ยลบอัตราเงินเฟ้อ) ลดลงด้วย
โดยอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ลดลงในสหรัฐฯ จะทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มมองหาการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนมากกว่าจากที่อื่น ซึ่งประเทศตลาดเกิดใหม่ อย่างประเทศไทย ก็น่าจะได้รับประโยชน์จากตรงนี้
2.ธุรกิจไทยถูกกดดันให้ลงทุนในพลังงานสะอาดมากขึ้น
นโยบายของพรรคเดโมแครตสนับสนุนการลงทุนในพลังงานสะอาดมากกว่าพรรครีพับลิกัน และการแก้ไขปัญหาโลกร้อนก็กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกสนใจ ซึ่งการผลักดันของสหรัฐในเรื่องนี้ ย่อมส่งผลต่อภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด มองว่า หากพรรคเดโมแครตชนะ ประเทศไทยอาจได้รับแรงกดดันให้เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในพอร์ตเพิ่มจากนี้
ในทางกลับกัน ถ้าพรรครีพับลิกัน (Republican) ชนะ การเลือกตั้ง สิ่งที่เป็นไปได้ คือ
1.เงินทุนต่างชาติไหลออกจากประเทศไทย
พรรครีพับลิกันเน้นนโยบายกีดกันการค้าและสนับสนุนบริษัทอเมริกามากกว่าพรรมเคโมแครต ซึ่งนี่อาจทำให้เม็ดเงินที่เข้าลงทุนเอเชียจะมุ่งเน้นไปที่สหรัฐฯ และประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐแทน ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยดูมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีกับจีน จึงอาจเห็นเงินทุนไหลออกจากประเทศได้
นอกจากนี้ ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นอาจทำให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ แพงขึ้นจนธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นนั้นจะกระตุ้นให้เงินทุนไหลกลับมายังสหรัฐฯ มากขึ้นด้วย
2.ธุรกิจการส่งออกของไทยโดนกระทบ
หากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศตามนโยบายที่โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอ การส่งออกของประเทศไทยก็มีโอกาสได้รับผลกระทบสูง เนื่องจากการส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ มีสัดส่วนถึง 15% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2564 ตามข้อมูลจาก World Bank
ทั้งนี้ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้เสนอให้ภาคเอกชน มองหาพันธมิตรทางธุรกิจในสหรัฐฯ เพื่อช่วยในการส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯ หรือเป็นจุดหมายในการลงทุนสร้างฐานการผลิต กระจายความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานในจีน และศึกษาแนวโน้มความต้องการในตลาดสหรัฐฯ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ผลิตและผู้บริโภคในสหรัฐฯ ให้มากขึ้น
สุดท้ายแล้ว เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่ที่ว่าผลการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนจะออกมาเป็นอย่างไร ทั้งนี้ แม้การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ จะดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ก็อาจจะไม่ได้ไกลอย่างที่คิด ดังนั้นนักธุรกิจและนักลงทุนก็ไม่ควรชะล่าใจในการเตรียมแผนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงไว้ล่วงหน้า

