Official Update :

ส่องแนวโน้ม TSLA ผู้นำเทรนด์พลังงานยั่งยืน กับการแสวงหาโอกาสจากนวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง

บริษัท Tesla (TSLA) ผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด ถือเป็นหนึ่งในผู้นำที่จะช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงของโลกไปสู่พลังงานยั่งยืน


โดยในปัจจุบัน บริษัทมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) ที่ 843,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในไตรมาส 3/67 บริษัทมีรายได้รวมกว่า 25,180 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่ารายได้ในไตรมาส 3/66 ราว 8% ในขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสเดียวกันปีแล้ว แตะ 2,200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งผลประกอบการที่ดีนี้ถือเป็นสัญญาณการฟื้นตัวของบริษัทที่ค่อนข้างชัดเจนหลังรายได้สุทธิหดตัวติดต่อกันในสองไตรมาสแรกของปี และนี่ก็ทำให้ราคาหุ้น TSLA พุ่งขึ้นมากกว่า 10% หลังประกาศ


ดังนั้นในสัปดาห์นี้ Wealthy Thai จึงอยากพาทุกท่านมาดูแนวโน้มการเติบโตของ TSLA ในระยะถัดไปและกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสม


โดย Elon Musk ประธานกรรมการบริหารของ TSLA ได้เปิดเผยถึงแนวโน้มการเติบโตของบริษัทฯ ซึ่งมองว่ายอดขายยานยนต์ของบริษัทจะเติบโตแตะ 20% - 30% ในปีหน้า จากราคาที่ลดลงและเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ 


ในทำนองเดียวกัน นักวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด มองว่าบริษัทยังมีแนวโน้มขยายตัวในปี 2568 จากพัฒนาการที่ดีในทุกกลุ่มธุรกิจ เช่น ธุรกิจ EV ที่การส่งมอบรถยนต์ในปี 2568 มีโอกาสเติบโตดีจาก (1) ฐานการขยายตัวที่ต่ำในปีนี้ บวกกับปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นราว 50% ในปี 2568 (เทียบกับปี 2565)


(2) กำไรขั้นต้นที่ขยายตัวได้ดีหลังควบคุมต้นทุนและพัฒนากำลังการผลิต (3) รถกระบะรุ่นใหม่ Cybertruck ที่มีการผลิตเพิ่มขึ้นและเริ่มสร้างกำไร (4) แผนผลิตรถยนต์ราคาประหยัดในครึ่งแรกของปีหน้า


หรือในด้านธุรกิจใหม่ ที่ Tesla เตรียมเปิดให้บริการรถยนต์แท็กซี่ไร้คนขับในปีนี้ และคาดว่าจะเปิดตัว Cybercab (ราคาต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์ ) ในปี 2570 ซึ่งจะช่วยเพิ่มแหล่งรายได้ของบริษัท


นอกจากนี้ TSLA ได้มีการลงทุนใน data center กับซอฟต์แวร์ เพิ่มเป็นมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ และมีแผนขยายเครือข่ายชาร์จ โดยในไตรมาส 3/67 มีการเพิ่มจุดชาร์จ 2,800 จุด ซึ่งจะช่วยทำให้ระบบนิเวศน์ TSLA ให้ครบวงจรขึ้น


ในส่วนของมุมมองการลงทุนนั้น มองว่าแม้ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นหลังประกาศผลประกอบการไปพอสมควร แต่ในระยะข้างหน้า กำไรของบริษัทยังมีแนวโน้มเติบโตในระดับสูงจากการปรับปรุงต้นทุนและการเพิ่มกำลังการผลิต นอกจากนี้แนวโน้มรายได้ที่จะเติบโตในปี 2568 ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะหนุนราคาหุ้นในระยะถัดไป


โดย Bloomberg ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 220.1 ดอลลาร์ ซึ่งมี Upside 3% จากราคาปัจจุบัน จึงแนะนำให้นักลงทุนเข้าซื้อในช่วงที่ราคาย่อตัว