สแกนหุ้นเด่นธีม 3D ที่จะกลับมา Outperform ตลาดอีกครั้ง
ต้องยอมรับว่าการระบาดของ COVID-19 ยังแพร่กระจายไปอย่างต่อเนื่อง และมีตัวเลขการติดเชื้อ รวมถึงผู้เสียชีวิตที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่ประเทศไทยยังมีความหวัง จากการกลับมาเร่งฉีดวัคซีนง และการกระตุ้นการบริโภค รวมทั้งการลงทุน ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามว่าจะเกิดผลได้มากน้อยแค่ไหน และท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้หุ้นกลุ่มไหนบ้างน่าลงทุน Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว
ทั้งนี้ประเทศไทยยังมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว จากการกลับมาเร่งฉีดวัคซีนและการกระตุ้นการบริโภค+การลงทุน ซึ่งหุ้นที่ได้ประโยชน์คือ Domestic play ที่มีสัดส่วน Market Cap. ราว 53% ของ SET Index จึงเป็นไปได้ที่ตลาดหุ้นไทยจะ Outperform ตลาดหุ้นทั่วโลก เหมือนที่เกิดขึ้นในเดือน พ.ย. 63 และ ม.ค. 64 สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด
พร้อมยังบอกอีกว่า การเคลื่อนไหวของ Yield curve ที่กำลังเข้าสู่รูปแบบ Bear flattener ค่อนข้างเอื้อต่อกลุ่ม Defensive ซึ่งถ้าเป็นหุ้นที่ปันผลสูงด้วยแล้ว จะยิ่งเพิ่มความน่าสนใจสำหรับการลงทุนในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า ดังนั้นจึงคาดว่าหุ้นในธีม 3D (Domestic, Defensive, Dividend) จะกลับมา Outperform ตลาดได้อีกครั้ง
โดยการจัดสรรวัคซีนมีความคืบหน้ามากขึ้นช่วยจำกัด Downside ให้ SET Index เพราะฉะนั้น ประเด็นวัคซีนจะไม่กดดัน SET Index อีกต่อไป ในทางตรงข้าม จะหนุนกลุ่ม Vaccine play และช่วยจำกัด Downside ให้กับ SET Index ซึ่งถ้าอิงกลุ่มใหญ่ที่ถูกกดดันจาก COVID-19 และกำลังคลายตัวเมื่อการจัดสรรวัคซีนทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือ กลุ่มบริการ (ค้าปลีก การแพทย์ ขนส่ง ท่องเที่ยว บันเทิง), กลุ่มอสังหาฯและรับเหมาก่อสร้าง, กลุ่มธนาคารพาณิชย์, กลุ่มผู้ให้บริการมือถือ, กลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภค มีสัดส่วน Market Cap. รวมกันอยู่ที่ 53% ของ SET Index
เมื่อผนวกกับมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อและการลงทุน ยิ่งหนุน Domestic Play โดดเด่น โดยโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้และทั้งโครงการคนละครึ่งและยิ่งใช้ยิ่งได้ จะเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันวันที่ 1 ก.ค. 64 กระทรวงการคลังคาดหวังเงินหมุนเวียนในระบบ ของ 2 โครงการนี้ประมาณ 4.5 แสนล้านบาท หรือราว 2.8% ของ GDP ขณะที่ โครงการลงทุน ขนาดใหญ่ในรูปแบบ PPP จะทยอยอนุมัติอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้กลุ่ม Domestic Play เช่น ค้า ปลีก, สินค้าอุปโภคบริโภค และรับเหมาก่อสร้าง มีโอกาสกลับมา Outperform ตลาดในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า
ส่วนดอกเบี้ยในประเทศเริ่มขึ้น แต่จะขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป อีกด้านของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคือการจัดหาเงิน ซึ่งสำนักบริหารหนี้จะกู้จากแบงก์ พาณิชย์ที่มีเงินฝากในระบบรวมกัน 14.9 ล้านล้านบาท และสภาพคล่องส่วนเกิน 2.3 ล้านล้านบาท ส่วนการออกพันธบัตรจะเริ่มชุดละ 5 หมื่นล้านบาทตั้งแต่ ก.ค. 64 โดยจะพิจารณาออก ขายในช่วงที่ไม่ทับซ้อนกับพันธบัตรของ ธปท. และหุ้นกู้ของเอกชน เพราะฉะนั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในประเทศ จะขยับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปล้อไปกับการปรับขึ้นของอัตรา ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก
ดังนั้นจึงมองว่า Domestic Play ดูน่าสนใจกว่า Global Play เมื่อพิจารณาจาก Yield curve ทั่วโลกที่กำลังเข้าสู่รูปแบบ Bear Flattener (การปรับขึ้นของ Yield ระยะสั้นที่เร่งตัวมากกว่าระยะยาว) ซึ่งสะท้อนถึงคาดการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีโอกาสชะลอตัวตามมา
ทำให้กลุ่ม Domestic Play ยิ่งดูน่าสนใจกว่า Global Play โดยเฉพาะ กลุ่ม Defensive ที่มีรายได้สม่ำเสมอ และจัดหาเงินทุนโดยการกู้ระยะยาว ถ้า Valuation ยังไม่แพงจะดูน่าสนใจเป็นพิเศษ ซึ่งเมื่อรวมกับธีมการกลับมาเร่งฉีดวัคซีนในประเทศ เราประเมิน กลุ่มค้าปลีก, โรงไฟฟ้า, สื่อสาร, อสังหาฯ, และรับเหมาก่อสร้างจะพอเป็นเสาหลักให้กับ SET Index ได้หุ้นเด่นเช่น CPALL, CPN, BGRIM, GULF, ADVANC, NOBLE, CK
CPALL รอรับการฟื้นตัวในครึ่งหลัง
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายที่ 74.00 บาท โดยคาดว่ากำไรในไตรมาส 2/64 จะเป็นจุดต่ำสุดของปี แต่เริ่มฟื้นตัวในครึ่งหลังปี 64 จากการฉีดวัคซีนและเปิดประเทศ ปัจจัยนี้จะทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น เป็นผลบวกต่อกลุ่มค้าปลีก โดยคาดว่า SSSG ในครึ่งหลังปี 64 จะเริ่มปรับขึ้นมาในระดับบวก 3-5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ บริษัทได้มีการปรับกลยุทธเพื่อให้ตอบโจทย์กับ new normal ท่ามกลางการระบาดของโควิดระลอกใหม่ ซึ่งทำให้ GPM ปรับลดลง เช่น การลดราคาสินค้า ready-to-eat ขายสินค้าแพ๊คใหญ่มากขึ้น ดังนั้น เมื่อสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย เราคาดว่า GPM จะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น ด้านแผนขยายสาขา บริษัทยังตั้งเป้าขยาย 700 สาขา ซึ่งหากรัฐบาลสามารถเปิดประเทศได้ตามกำหนด คาดว่าบริษัทจะสามารถเปิดสาขาได้มากขึ้นในครึ่งหลังปี 64
คาดกำไรสุทธิปี 64 ที่ 1.43 หมื่นล้านบาท ลดลง 11%จากปีก่อน โดยครึ่งปีแรกได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากโควิดระลอกใหม่ รวมถึงดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการทำ rebranding ที่สูงกว่าคาดจากการเข้าซื้อ Tesco ทั้งนี้ คาดการ refinance และการเปิดประเทศ จะหนุนให้ครึ่งหลังปี 64 ฟื้นตัวได้
นอกจากนี้คาดกำไรปี 65 จะฟื้นตัว 33% มาอยู่ที่ 1.90 หมื่นล้านบาท จากนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมามากขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว รวมทั้งGPM จะปรับขึ้นจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่กลับสู่สภาวะปกติ ซื้อสินค้าปลีกมากขึ้น และมีการเดินทางซึ่งจะหนุนการซื้อสินค้า personal care ที่มี margin สูงกว่า ประกอบกับ ดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง และ equity income สูงขึ้นจาก Tesco
CPN หุ้นธีม reopening ที่ยัง laggard
บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 62.00 บาท โดยคาดว่าไตรมาส 2/64 จะรายงานกำไรสุทธิ 1.1 พันล้านบาท เติบโต 132%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 72% จากไตรมาสก่อน จาก มาจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ดีขึ้นเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีการล็อกดาวน์อย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย
แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อ COVID-19 ระลอกที่สาม แต่เชื่อว่าวงจรรายได้ที่อ่อนแอของ CPN กำลังใกล้จะสิ้นสุดด้วยการเปิดตัววัคซีน จึงยังคงมองในแง่ดีเกี่ยวกับแนวโน้มกำไรระยะกลางถึงระยะยาว CPN เป็นหุ้นธีม reopening ที่ยัง laggard และตอนนี้น่าดึงดูดนักลงทุนมากขึ้นกว่าหุ้นอื่นๆที่ขึ้นนําแล้ว โดยคาดว่าจะมีการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในครึ่งปีหลัง 2564 หลังมีการฉีดวัคซีน
BGRIM โครงการใหม่รอสรุปอีกเพียบ
บริษัท หลักทรัพย์ ฟิลลิป ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มรายได้ไปได้ดี พร้อมโครงการลงทุนที่รอข้อสรุป แต่การเจรจาโครงการใหม่ที่ล่าช้าเป็นแรงกดดันของราคาหุ้น อย่างไรก็ดี หากประเมินโครงการในมือ ราคาหุ้นยังต่ำกว่าราคาพื้นฐาน คงคำแนะนำ“ทยอยซื้อ ”ราคาพื้นฐาน 50.00 บาท
ส่วนแนวโน้มรายได้ไตรมาส 2/64 น่าจะดีขึ้นจากไตรมาส 1/64 ที่ได้ผลลบจากการลดปริมาณซื้อไฟของการไฟฟ้าเวียดนาม (Curtailment) ช่วง ม.ค. – ก.พ. 64 ทั้งนี้การขายไฟฟ้าในไตรมาส 2/64 ของการไฟฟ้าเวียดนามเริ่มกลับมาซื้อในระดับปกติ อีกทั้งการขายไฟฟ้าอุตสาหกรรมในไทยจะดีขึ้นจากต่อเนื่องจากกิจกรรมการผลิตกลับมาดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ปี 64 ยังเพิ่มขึ้นเพราะการกลับมาของการขายไฟฟ้าอุตสาหกรรมหลังจากสถานการณ์ COVID-19 ดีกว่าปี 63
กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นปี 64 เพิ่ม 1% เป็น 1,968 MW โดยมีโรงไฟฟ้าพลังลม บ่อทอง 1 และ 2 (16 MW), โรงไฟฟ้า BPAM 124 MW และโรงไฟฟ้าโซลาร์ 15 MW แต่ปี 65 มี SPP Replacement 5 โรง 700 MW เข้ามากลางปี และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 45MW ทำให้กำลังการผลิตเพิ่ม 11% และกำลังการผลิตปี 66 เพิ่ม 17% จากโรงไฟฟ้าก๊าซ 280 MW, โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 15 MW และโรงไฟฟ้ า Hybrid อู่ตะเภา 80 MW ดังนี้ รายได้จะเพิ่มตามกำลังการผลิตในปี 65-66
นอกจากนี้ทางบริษัทยังมุ่งหาโครงการใหม่ โดยมีหลายโครงการน่าจะมีข้อสรุปในครึ่งหลังปี 64 อาทิ เกาหลีใต้ โครงการพลังลม 2 โครงการ 170 MW กำลังรอใบอนุญาต, เวียดนาม โครงการพลังลม 200 MW และโครงการ LNG to Power เล็งไว้ 2-3 โครงการ โดยมีผู้ร่วมลงทุน ทั้งนี้ โครงการที่คืบหน้าเร็วสุดโครงการที่อยู่ในแผนพัฒนาไฟฟ้าของเวียดนาม เฟสแรก 1,200MW ซึ่งอยู่ระหว่างรอสัญญาขายไฟฟ้า คาดมีข้อสรุปปีนี้ ส่วนอีกเฟสมีกำลังการผลิต 1,100 MW น่าจะมีความคืบหน้าหลังจากเฟสแรก ส่วนอีกโครงการ LNG to Power ที่เซ็น MOU กับ ปิโตรเวียดนาม น่าจะไปปีหน้า
รวมทั้งมองดีล M&A มีหลายประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย 200-250 MW และส่วนต่อขยาย 150 MW กำลังศึกษาด้านกฎหมาย จึงจะเริ่มเจรจาใน 2H64 ส่วน M&A ในไทย เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซ 600-700 MW มีโอกาสสรุปได้ปีนี้ ขณะที่โครงการ Solar Roof ใน ฟิลิปฟินส์ เป็นโครงการ PPA กับบริษัทเอกชน เริ่มแล้ว 3 MW จะขยายอีกเฟส 3 MW ในลำดับต่อไป
ส่วนโครงการที่ Oman เซ็น MOU กับผู้ร่วมทุนท้องถิ่น 30 MW กำลังศึกษาโครงการเหล่านี้ยังเป็นสิ่งที่ตลาดติดตามมา และรอคอยข้อสรุป ทางฝ่ายมองเป็นปัจจัยบวกที่รออยู่ข้างหน้า ซึ่งจะเป็นส่วนเพิ่มให้กับประมาณการและราคาพื้นฐานไป
GULF ยังเติบโต double digit ได้อีก 10 ปีข้างหน้า
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำ`ซื้อ` ราคาเป้าหมาย 45.00 บาท โดยเคาดว่า GULF จะมีกำไรหลักที่แข็งแกร่งในครึ่งปีหลัง (อาจเป็นสถิติใหม่สำหรับทั้งไตรมาส 3/64 และ4/64) นำโดยเงินปันผลจาก INTUCH ไตรมาส 3/64 1 และกำไรจาก GSRC unit-2 ในไตรมาส 4/64
ทั้งนี้คาดการณ์กำไรหลักปี 64 ที่ 7.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 69%จากปีก่อนโดยมีอัพไซด์จากคำเสนอซื้อหุ้น INTUCH แม้ว่าจะใช้สมมุติฐานเชิงอนุรักษ์นิยมว่าไม่มี PPA ใหม่ แต่ GULF ยังคงเติบโตแบบ double digit ได้ในระยะ 10 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ รัฐบาลไทยและเวียดนามกำลังทบทวนแผนพัฒนาพลังงานของตน (PDPs) ซึ่งจะเน้นการลดหลังงานถ่านหิน และเวียดนาม PDP8 จะเน้นหลังงานลม ซึ่งน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในครึ่งหลังของครึ่งหลังของปีนี้ และอาจเปิดโอกาสการลงทุนขนาดใหญ่สำหรับ GULF
ADVANC ราคาหุ้นเป็นระดับ safe zone
บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ยังคงเชื่อว่า ราคาหุ้น ADVANC ปัจจุบันถือเป็นระดับ safe zone เพราะ ซื้อขายบน PBV ปี 64 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และ ใกล้เคียงกับต้นทุนเสมือน (170 -171 บาท) ที่ GULF เข้าลงทุนผ่านการจะเข้าทำ Tender หุ้น INTUCH ที่ราคา 65 บาท/หุ้นแล้ว
ในขณะที่ด้าน Operation มองว่า ADVANC มีจุดเด่นเรื่องพัฒนาการการให้บริการ 5G , การรุกต่อยอดบริการลูกค้าองค์กร (Enterprise solution) และความสำเร็จในการขยายฐานลูกค้า Broadband ที่จะหนุนการฟื้นตัวรายได้บริการจะค่อนข้างเร็วกว่ารายอื่น โดยเฉพาะ DTAC ผสานกับปันผลที่สม่ำเสมอ 3-4% ต่อปี โดยคาดครึ่งแรกปี 64 จ่าย 3.0 บาท/หุ้น จึงเลือกเป็น Top pick จึงแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 218 บาท
NOBLE เงินปันผลอยู่ที่ 10%
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า อีกครั้งที่พูดถึง วัคซีน-การปลดล๊อคการเดินทาง ซึ่งะส่งผลบวกต่อ NOBLE โดยตรง เพราะว่า NOBLE นั้นเป็นมีทั้งโครงการอสังหาฯในประเทศที่จับกลุ่มลูกค้าต่างชาติ และทั้งโครงการในต่างประเทศ (อังกฤษ) ที่จับกลุ่มลูกค้าเอเซีย ที่ผ่านมา แม้การเดินทางจะถูกจำกัด แต่บริษัทได้เตรียมความพร้อมในโครงการต่างๆที่สามารถเปิดขายได้ทันทีที่ลูกค้าสามารถเดินทางได้ เราแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 10.60 บาท
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จุดแข็งที่สำคัญของ NOBLE ได้แก่ 1.แบรนด์ดัง Noble ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2534, 2.ทีมผู้บริหารมีประสบการณ์สูง 3.ร่วมทุนกับธุรกิจรายใหญ่ เช่น BTS, U, Hong Kong Land, 4.หนึ่งในสามของยอดขายล่วงหน้ามาจากชาวต่างชาติผ่านทาง Fulcrum Global ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่มี 400 ตัวแทนใน 9 ประเทศในเอเชีย ส่วนใหญ่อยู่ในจีน และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าบริษัทจะเปลี่ยนผ่านสู่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เต็มรูปแบบแลเป็นผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมกลุ่มตลาดที่กว้างขึ้น หุ้นซื้อขายบน P / E ปี 64 ที่ 6.4 เท่า และผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 10% ซึ่งดีกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม
CK ตัวเก็งการประมูลสายสีม่วงใต้
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 24.00 บาท โดยแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2/64 คาดพลิกเป็นกำไร และเร่งตัวสูงขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้ จึงคงประมาณการกำไรปกติปี 64 ที่ 893 ล้านบาท เติบโต 128%จากปีก่อน
CK เป็นตัวเก็งการประมูลสายสีม่วงใต้ โดยมองว่า CK เป็นตัวเก็งอันดับต้น ๆ ในการประมูลงานโยธารถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ มูลค่า 7.9 หมื่นล้านบาท ทั้งหมด 6 สัญญา โดยจาก 4 ใน 6 สัญญาเป็นงานก่อสร้างสถานีใต้ดิน ทำให้เรามองว่าการแข่งขันจะไม่รุนแรง เนื่องจากในไทยมีเพียงกลุ่มผู้รับเหมารายใหญ่ ได้แก่ CK, STEC, และ ITD ที่มีประสบการณ์ก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินมาก่อน อีกทั้ง มีความเป็นไปได้ที่ CK กับ STEC จะจับมือจัดตั้ง JV ในการประมูล ทำให้เรามองว่าบริษัทมีโอกาสได้งานสูงมากอย่างน้อย 1-2 สัญญา
หากตั้งสมมติฐาน CK ได้รับงานราว 2 หมื่นล้านบาท (ตามคาดการณ์เบื้องต้นของบริษัท) เราประเมินจะเป็น upside ต่อราคาเป้าหมายอย่างน้อย 0.50 บาท/หุ้น นอกจากนี้ เราคาดบริษัทมีโอกาสได้งานติดตั้งระบบ M&E มูลค่า 2.7 หมื่นล้านบาท จาก BEM เช่นกัน เนื่องจาก BEM มีโอกาสสูงมากที่จะได้สัมปทานเดินรถเส้นทางนี้ในฐานะผู้ให้บริการเดินรถสายสีม่วงปัจจุบัน
นอกเหนือจากโครงการสายสีม่วงใต้ ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ เราคาดจะเห็นการเปิดประมูลโครงการมอเตอร์เวย์เอกชัย-บ้านแพ้ว มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท และทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง สัญญาที่ 1 และ 3 มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเราคาดบริษัทจะเข้าร่วมประมูลในทุกโครงการ โดยเฉพาะโครงการทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง ซึ่งบริษัทได้รับงานสัญญาที่ 4 มาแล้ว ขณะที่ในปีหน้า คาดจะมีโครงการใหญ่เปิดประมูลอีกอย่างน้อยราว 2 แสนล้านบาท

