3 หุ้นเทคสหรัฐฯ อัพไซด์สูง ควรค่าแก่การ “ซื้อเก็บ”
มาแรงไม่หยุดกับกระแส AI หลังหุ้นเทคมากมายกอดคอกันราคาขึ้นจากผลการดำเนินการที่ดีและแนวโน้มการเติบโตในอนาคตที่ดูสดใส และแม้ราคาหุ้นเทคส่วนใหญ่จะปรับตัวขึ้นไปแล้ว อาจยังไม่สายไปสำหรับนักลงทุนที่ยังไม่ได้มีโอหาสซื้อ เนื่องจากหุ้นบางตัวยังมีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน (undervalue) และมีโอกาสราคาขึ้นอีกในอนาคต
ซึ่งในบทความนี้ Wealthy Thai จะพามาดูหุ้นของ 3 บริษัทเทคโนโลยีชื่อดัง ที่นักวิเคราะห์มองว่ายังมีโอกาสราคาขึ้น หรือมี upside อยู่
1.Microsoft (MSFT)
นักวิเคราะห์จาก Citi เผยว่าราคา MSFT ที่ลดลงในปัจจุบัน เป็นโอกาสดีที่จะช้อนซื้อหุ้นนี้ เนื่องจาก MSFT มีโอกาสปรับตัวขึ้นในช่วง 1-2 ไตรมาสถัดไป โดยในช่วงที่ผ่านมา ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาหุ้น MSFT ปรับตัวลงมาจากความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับรายจ่ายลงทุนที่เพิ่มสูงกับบริการ Azure และ กำไรต่อหุ้น (EPS) ที่เติบโตช้ากว่าคาด
แต่ในผลสำรวจตัวแทนจำหน่ายและผู้บริหารด้านสารสนเทศ (CIOs) ของ Microsoft ในเดือนกันยายน เผยว่าสัดส่วนยอดขายต่อโควตาการขาย (quota attainment rate) นั้นยังอยู่ในระดับสูง และบริการ Microsoft 365 Copilot ก็มีแนวโน้มที่จะขยายตัวหลังทำมีการทำข้อตกลงคู่ค้ามากขึ้น ทั้งนี้ Citi มองว่า MSFT จะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาแข็งแรงหลังไตรมาส 1 ของปีงบประมาณบริษัท (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ขึ้นไป) โดยมองราคาเป้าหมายของ MSFT อยู่ที่ 497 ดอลลาร์สหรัฐฯ และคำแนะนำคือ “ซื้อ”
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จาก Wall Street คาดว่าความคาดหวังของนักลงทุนที่ลดลงในปัจจุบัน จะช่วยให้ผลดำเนินงานในไตรมาส 2 ของปีงบประมาณออกมาสูงกว่าคาดเล็กน้อย โดยในปีนี้บริษัทมีโอกาสเห็นการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก
2.Nvidia (NVDA)
มาซาโยชิ ซัน CEO ของบริษัทลงทุนสายเทค Softbank เชื่อว่าหุ้น NVDA นั้นยัง undervalue อยู่มาก เนื่องจาก AI มีแนวโน้มที่จะฉลาดและมีประสิทธิภาพกว่ามนุษย์ถึง 10,000 เท่าในปี 2578 ซึ่งก่อนจะไปถึงจุดนั้นบริษัทและนักลงทุนมากมายก็คงมีการลงทุนใน AI เป็นมูลค่ามากกว่าแสนล้านดอลลาร์ และความต้องการ AI อาจเพิ่มขึ้นแตะ 9 ล้านล้านดอลลาร์ในปีเดียวกัน
จึงมองว่าราคา NVDA ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นอีกเยอะ แม้จะปรับตัวขึ้นไปแล้วมากกว่า 180% นับตั้งแต่ต้นปี 2567 นี้
ทั้งนี้นักวิเคราะห์จากแพลตฟอร์มข้อมูลทางการเงิน Benzinga ให้ราคาเป้าหมายของ NVDA ในปี 2568 อยู่ที่ 200 ดอลลาร์ และมองว่าราคาอาจโตแบบก้าวกระโดดแตะ 4,000 ดอลลาร์ ได้ในปี 2573 หนุนโดยการขยายตัวแบบยกกำลังของตลาด AI
3.Intel (INTC)
นักวิเคราะห์จากวาณิชธนกิจ Northland Capital Markets มองว่าหุ้น INTC น่าจะมีค่ามากขึ้นเมื่อบริษัทถูกแบ่งออกเป็นบริษัทย่อย โดยในปีนี้ ราคาหุ้นปรับลงถึง 52% หลังเจอความท้าทายจากคู่แข่งอย่าง NVDA ในด้านการผลิตชิป นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะลดการลงทุนลงราว 17% เทียบกับปีก่อน ลดพนักงานลงประมาณ 17,500 คน และหยุดจ่ายเงินปันผลในไตรมาส 4/67 เพื่อใช้ในการปรับโครงสร้างบริษัทใหม่
ตามรายงานจาก Bloomberg INTC กำลังพิจารณาการแยกธุรกิจด้านดีไซน์สินค้าและการผลิตออกเพื่อปรับโครงสร้าง โดยมีแผนที่จะแยกให้แผนกโรงหล่อชิปของบริษัท ที่มีลูกค้ารายใหญ่อย่าง Amazon กลายเป็นบริษัทย่อยที่มีโครงสร้างคณะกรรมการเป็นของตัวเอง ซึ่งตามรายงานของ Reuters บริษัท Qualcomm มีความสนใจที่จะเข้าซื้อธุรกิจดีไซน์ของ INTC ในบางส่วน เช่น ธุรกิจการดีไซน์คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
อีกทั้งบริษัท Marvell Technology กำลังพิจารณาซื้อธุรกิจชิป Altera ของ INTC เช่นกัน จึงทำให้มีโอกาสที่หุ้น INTC จะมีมูลค่าสูงขึ้นหลังการแยกธุรกิจ ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จาก MarketBeat ให้ราคาเป้าหมายของ INTC อยู่ที่ 32.04 ดอลลาร์ในปี 2568

