สำรวจหุ้นอาหารสัตว์เลี้ยง ITC-AAI รับส่งออกโตต่อเนื่อง-อุปสงค์ระยะยาวชัด
ในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม เนื่องจากกลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงหันมาให้ความสำคัญในด้านสุขภาพของสัตว์เลี้ยงมากขึ้นกว่าในอดีต ทำให้อาหารในกลุ่มพรีเมียมมีกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่มีผลประกอบการที่เติบโตอย่างเห็นได้ชัดทั้งด้านยอดขายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งไม่เพียงแค่ส่งผลดีต่อบริษัทเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังภาพรวมการส่งออกของประเทศอีกด้วย
โดย บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุ การส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยในเดือน ก.ย. เพิ่มขึ้นเป็น 234.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 25.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 5.5% จากเดือนก่อนหน้า ขณะที่การส่งออกในไตรมาส 3/67 รวมอยู่ที่ 720.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 29.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 9.2% จากไตรมาสก่อน ต่ำกว่าสถิติสูงสุดเพียง 4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/65
ซึ่งตลาดต่างประเทศมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน คือ สหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น 38.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 6.9% จากเดือนก่อนหน้า ส่วนสหภาพยุโรป เพิ่มขึ้น 39.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 7.9% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยราคาขายเฉลี่ยในไตรมาส 3/67 อยู่ที่ 4.7 ดอลลาร์ สหรัฐฯ/ตัน แม้จะลดลง 8.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 3.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าช่วงไตรมาส 3/65 ถึง 7.7%
ส่วนการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงของสหรัฐฯ เดือน ส.ค. มีมูลค่า 273 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 17.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยการนําเข้าจากไทยทำได้ดีกว่าภูมิภาคอื่น ส่วนแบ่งตลาดเติบโตเป็น 27.8%
ด้านวัตถุดิบราคาทูน่าในเดือน ก.ย. อยู่ที่ 1,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ลดลง 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 12.0% จากเดือนก่อนหน้า โดยราคาทูน่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,444 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ซึ่งต่ำกว่าราคาเฉลี่ยระยะยาวตั้งแต่ปี 2550 ที่ 1,520 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน
เนื่องจากการสิ้นสุดการห้ามใช้อุปกรณ์ดึงดูดปลา (FAD ban) ทําให้อัตราการจับปลาทูน่าอยู่ในระดับปกติ สนับสนุนการผลิตให้ปริมาณเพียงพอ ดังนั้นในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2567 ราคาทูน่าไม่น่าจะปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่า 1,580 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ระดับสูงสุดที่เคยแตะในเดือน มิ.ย. และ ก.ค. ระหว่าง FAD ban
ขณะเดียวกันมุมมองของ บล.กสิกรไทย คาดว่าเมื่อเข้าสู่ไตรมาส 4/67 ITC จะได้รับปัจจัยบวกจากสัดส่วนของลูกค้าที่ประกอบด้วยแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก และสัดส่วนยอดขายตามภูมิศาสตร์ที่มีความสมดุลดีทั้งในยุโรปและเอเชีย-โอเชียเนีย โดย ITC คาดว่าจะมียอดขายในปริมาณที่แข็งแกร่งที่สุดในไตรมาส 4/67
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทได้อ่อนค่าลง 4.5% จากจุดต่ำสุดในช่วงปลายเดือน ก.ย. ซึ่งช่วยบรรเทาความกดดันต่ออัตรากําไรได้ และสุดท้าย แม้ราคาทูน่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า แต่ยังคงอยู่ในช่วงราคาที่ต่ำ ซึ่งสนับสนุนการขยายตัวของอัตรากําไร Valuation and Recommendation
อย่างไรก็ดี บล.กสิกรไทย คงมุมมองเป็นกลางต่อกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง โดยคงคําแนะนํา “ซื้อ” สําหรับ ITC ด้วยราคาเป้าหมายที่ 28.50 บาท และ AAI ด้วยราคาเป้าหมาย 7.80 บาท เนื่องจาก 1.) อุปสงค์อาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมในระยะยาว 2.) ราคาทูน่าที่ลดลง และ 3.) ค่าเงินบาที่อ่อนค่าลงในไตรมาส 4/67
โดยบล.กสิกรไทย ชอบ ITC มากกว่า AAI เนื่องจากความสามารถในการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่มีประสิทธิภาพมากกว่า และแนวโน้มที่แข็งแกร่งกว่าในไตรมาส 4/67 เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซันของยอดขาย
สุดท้ายแม้ว่า ITC จะมีการซื้อขายในระดับที่แพงกว่า (PER ปี 2567/68 ที่ 19.6 เท่า/16.9 เท่า) เมื่อเทียบกับ AAI (PER ปี 2567/68 ที่ 14.4 เท่า/12.7 เท่า) แต่บล.กสิกรไทย เชื่อว่าสาเหตุเกิดจากประสิทธิภาพในการดําเนินงานของ ITC ที่ทำให้รูปแบบกําไรมีความผันผวนน้อยกว่า AAI โดยทั้ง ITC และ AAI ต่างซื้อขายอยู่ในระดับค่าเฉลี่ย PER ของตัวเองในอดีต ดังนั้น ด้วยแนวโน้มการเติบโตที่ด่นกว่า จึงเลือก ITC เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มฯ

