TMAN แจง! ปันผลผู้ถือหุ้นเดิม ผ่านขั้นตอนพิจารณาถูกต้องทุกประการ ฟากโบรกฯ มองพื้นฐานแกร่ง-ธุรกิจโตต่อเนื่อง
วันนี้ (4 พ.ย. 67) ราคาหุ้นของ TMAN หรือ บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ล่าสุดอยู่ที่ 15.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.63% จากวันก่อนหน้า โดยราคาหุ้นปลายสัปดาห์ก่อนหน้าปรับตัวลงแรง ซึ่งปัจจัยที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนและกดดันราคาอาจมาจากประเด็นที่บริษัทกู้เงินจากสถาบันการเงินมาเพื่อจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นเดิมก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
โดยประเด็นนี้ นายประพล ฐานะโชติพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) ได้ชี้แจงผ่าน รายการทันหุ้นทันเกม ว่า ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ประเด็นนี้มีการชี้แจงแล้ว บริษัทจึงอยากตอกย้ำอีกครั้ง กระบวนการต่างๆ ผ่านการปรึกษาจากที่ปรึกษาการเงิน (FA) และได้นำเรื่องเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทซึ่งมีกรรมการอิสระ รวมถึงผ่านการพิจารณาจากสำนักงาน ก.ล.ต. แล้ว ดังนั้นกระบวนการต่างๆ จึงอยู่ภายใต้การพิจารณาอย่างละเอียด
โดยประเด็นนี้ นายประพล ฐานะโชติพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) ได้ชี้แจงผ่าน รายการทันหุ้นทันเกม ว่า ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ประเด็นนี้มีการชี้แจงแล้ว บริษัทจึงอยากตอกย้ำอีกครั้ง กระบวนการต่างๆ ผ่านการปรึกษาจากที่ปรึกษาการเงิน (FA) และได้นำเรื่องเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทซึ่งมีกรรมการอิสระ รวมถึงผ่านการพิจารณาจากสำนักงาน ก.ล.ต. แล้ว ดังนั้นกระบวนการต่างๆ จึงอยู่ภายใต้การพิจารณาอย่างละเอียด
ส่วนเหตุผลที่ต้องกู้ยืมเงินสถาบันการเงินนั้น นายประพล ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ TMAN ดำเนินธุรกิจ ผู้ถือหุ้นเดิมหรือคุณพ่อกับคุณแม่มีความต้องใจที่จะพัฒนาบริษัทให้เติบโตต่อเนื่อง จึงนำผลกำไรที่ได้ในแต่ละปีมาต่อยอดการลงทุนทั้งในส่วนของการขยายกำลังการผลิต และการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ ไม่ได้ใช้การกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาลงทุนแต่อย่างใด ทำให้ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาบริษัทจึงไม่มีการจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นเดิมเลย
“การลงทุนที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทมีทรัพย์สินไม่หมุนเวียน (PP&E) หลักหลายพันล้านบาท ทั้งในส่วนของโรงงาน 2 แห่ง อาคารการผลิต 6 อาคาร ที่สามารถรองรับการผลิตสินค้าอาหารเสริม ยาสมุนไพร ฯลฯ ซึ่งต้องใช้การลงทุนระดับสูงเพื่อให้ผ่านมารการฐานระดับสากล”
ด้านต้นทุนทางการเงิน อัตราดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมดังกล่าวอยู่ที่ 3% ซึ่งนับเป็นต้นทุนทางการเงินที่ไม่แพงและเป็นระดับที่ดีที่สุดที่บริษัทเคยได้รับ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความแข็งแกร่ง รวมถึงแนวโน้มการเติบโตในอนาคตที่สถาบันการเงิน หรือ ธนาคารกสิกรไทย มีต่อธุรกิจของบริษัท
แม้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) ก่อนการกู้ยืมจะอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1 เท่า และปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.3 เท่า ภายหลังการกู้ยืม แต่เมื่อบริษัทได้เงินจากการ IPO เข้ามา D/E ของบริษัทจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.3 เท่า ในขณะที่อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (DSCR) ภายหลังการกู้ยืมเงินของบริษัทอยู่ที่ 13-14 เท่า แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพียงพอที่จะครอบคลุมอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่างๆ
ทั้งนี้ ในส่วนของความสามารถในการชำระคืนเงินกู้ บริษัทคาดหวังว่าในช่วง 3-4 ปีข้างหน้าจะสามารถชำระคืนเงินกู้ยืมจำนวน 1,200 ล้านบาท จากความสามารถในการทำกำไรที่อยู่ในระดับ โดยบริษัทมีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ในระดับ 19-20% ซึ่งเป็นระดับที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรรมเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ตามหลักการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อจ่ายปันผลตามหลักการแล้วสามารถทำได้ อีกทั้งจำนวนเงินกู้ยืม 1,200 ล้านบาท ยังเป็นจำนวนเดียวกับกำไรสะสมที่บริษัทมีอยู่ด้วย
นอกจากนี้ บริษัทยังมีสินค้าที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคและติดตลาดหลายอัน ทำให้ปัจจุบันอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบในธุรกิจเวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดย TMAN ติดอยู่ในอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรม ขณะที่นักลงทุนหากต้องการเข้ามาลงทุนในหุ้น TMAN มองว่าน่าจะพึงพอใจกับธุรกิจที่มีความแข็งแกรง และยังมีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ เพื่อสร้างการเติบโตอีกมากในอนาคต
ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัท หลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุถึงมุมมองการเติบโตของ TMAN โดยปี 2567 คาดว่ากำไรปกติจะเติบโต 17% จากปีก่อน เป็น 452 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญได้แก่ 1) กลุ่มยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากผลิตภัณฑ์เดิมที่ได้รับความนิยมมากขึ้น และแผนขายยาสามัญใหม่แก่ลูกค้ารพ. 2) กลุ่มยาสมุนไพร จากความต้องการเพิ่มขึ้นและการออกผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ภายใต้แบรนด์เดิมที่ติดตลาดและได้รับการยอมรับแล้ว เช่น Propoliz และไอยรา ยาน้ำแก้ไอ
3) ประชาชนมีการเข้าถึงสิทธิการรักษาของภาครัฐมากขึ้น และ 4) ผู้ป่วยต่างชาติกลับมาใช้บริการสถานพยาบาลในไทยมากขึ้น นอกจากนี้ คาดอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ 50.8% (+167bps จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) จากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตยาแผนปัจจุบันและสมุนไพร ส่งผลบวกต่อ Economy of scale ในขั้นตอนการผลิต
หากพิจารณาอัตรากำไรสุทธิ (NPM) ของ TMAN พบว่าสูงที่สุดในกลุ่มตั้งแต่ปี 2565 และต่อเนื่องยังปี 2566 ซึ่งบริษัทมี NPM ปี 2566 อยู่ที่ 21.8% (NPM เฉลี่ยของกลุ่มอยู่ที่ 10.6%) โดยเทียบกับธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่จดทะเบียนในตลาด SET และ mai (TMAN, MEGA, BLC, IP, JSP)
โดยคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาระดับ NPM ปี 2567-69 อยู่ที่ราว 20-21% โดยประเมินการเติบโตของกำไรปกติเฉลี่ย 5 ปี CAGR (2566-2571) ที่ 11% จากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยวางขาย 10-12 รายการต่อปี, ยาสามัญใหม่และขยายฐานลูกค้ากลุ่มโรงพยาบาล (ที่มูลค่าการซื้อขายยาสูงถึง 80% ของตลาดยาทั้งหมด, อ้างอิง Krungsri Research) เพื่อขยายฐานรายได้ของบริษัท พร้อมประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 2567 ที่ 24.75 บาท
Most Viewed
Sustainability
“Thai ESG” และ “Thai ESSGX”… จะมีการแสดงข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมในแต่ละส่วน !!!
เมื่อ 7 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
เมื่อ อีก 16 ชั่วโมง
Fun of Funds
“ES-CHEQ” ลุย 50 “หุ้นจีน A-Share”... รับ “ศก.ฟื้นตัว” ตอบโจทย์ความมั่งคั่ง “ระยะยาว” !!!
เมื่อ 14 ชั่วโมงที่แล้ว
Where to put your money
“วิศวกรรมศาสตร์” ผสานศาสตร์ “การวางแผนการเงิน”... สร้าง “พิมพ์เขียวชีวิต” ที่แม่นยำ ถูกต้อง และวัดผลได้ !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fund Move
บลจ.กสิกรไทย ตอกย้ำผู้นำธุรกิจจัดการลงทุนไทย กวาด 17 รางวัลการันตีความเป็นเลิศจากเวทีไทยและสากล
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us
