6 หุ้น ส่งออกอาหาร-สินค้าเกษตร กำลังเติบโตได้ดีในเวทีโลก
อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของชีวิต ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรในยุคไหนอาหารก็มีความจำเป็น เพื่อที่ชีวิตจะต้องอยู่สู้กับวิกฤตปัญหาต่างๆที่เข้ามา ไม่ว่าจะยามศึกสงคราม และปัญหาภับพิบัติทางธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัส ที่ในขณะนี้ทั่วโลกกำลังต้องเผชิญอยู่ ถึงแม้ว่าโลกจะต้องเจอกับวิกฤตอะไรนั้นการนำเข้า หรือการส่งออกอาหารก็ยังอยู่ในทิศทางที่มีความต้องการ
เช่นเดียวกับที่ในขณะนี้ ถึงแม้ว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาทั่วโลกต้องเจอกับปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 การบริโภคอาหารก็ยังมีความสำคัญ และเติบโตมาโดยตลอด จนถึงในทุกวันนี้ที่หลายๆประเทศทั่วโลกกำลังเริ่มฟื้นตัวคลี่คลายจากปัญหาที่โควิด19 ระบาดนั้น การบริโภคอาหารก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากกำลังซื้อ จากความต้องการที่ฟื้นตัวขึ้น เพราะเมื่อกิจกรรมอื่นทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมา ความจำเป็นของอาหารก็ยิ่งกลับมาเพิ่มขึ้นแรงมากกว่าหลายเท่า
โดยปัจจัยที่เข้ามาช่วยกลุ่มการส่งออกอาหารคือ การที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าในรอบ 1 ปี หรืออยู่ที่ระดับ 31.82 บาท ซึ่งมีบางช่วงบางตอนทะลุขึ้นไปแตะระดับ 32 บาท นั้นก็สะท้อนให้เป็นตัวช่วยกลุ่มผู้ส่งออกอาหารจะต้องเร่งตัวขึ้นในกระบวนการผลิตของไทยเพื่ออาศัยช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า สามารถที่จะทำกำไรจากการขายสินค้าในช่วงนี้ให้ดีขึ้น เพื่อสอดรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
ดังข้อความที่กล่าวมาข้างต้น คงจะชัดเจนแล้วว่าหัวข้อของเนื้อเรื่องในวันนี้ จะเป็นเรื่องของกลุ่มหุ้นส่งออกอาหาร และสินค้าการเกษตรของไทย ที่ขณะนี้อยู่ในกระแสเรดาร์การเฝ้าจับตาของนักลงทุน ที่นอกเหนือจากกลุ่มส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรือแผงวงจรไฟฟ้าต่างๆ ไม่แพ้กัน โดยอุตสาหกรรมหุ้นในกลุ่มอาหารของไทยในเวทีโลกถือว่าใหญ่และไม่แพ้ใครเช่นกัน
บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กรณีที่ค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ ทุกๆ 1 บาทนั้น จะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออกอาหารและสินค้า ให้มีกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1-3% โดยหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ TU, CPF,ASIAN,NER,XO และ SAPPE
คราวนี้เราจะพานักลงทุนมาวิเคราะห์ถึงปัจจัยพื้นฐานหุ้นรายตัวกันว่ามีจุดที่น่าสนใจตรงไหนบ้าง พร้อมกันนักวิเคราะห์ประเมินพื้นฐาน และฟันธงราคาเป้าหมายของหุ้นในแต่ละตัวไว้ที่เท่าไหร่กันบ้าง
เริ่มที่ TU หรือ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มองว่า ให้ TU เป็น Top pick ของกลุ่มฯ แนะนำ “ซื้อ” และเพิ่มราคาเป้าหมาย เป็น 20 บาท จากการปรับประมาณการขึ้น 16% เรามองประเด็นความคืบหน้าฉีดวัคซีนของสหรัฐและยุโรปได้แล้วเกิน 50% ทำให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบปกติ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่ง TU มีสัดส่วนรายได้ในสหรัฐ/ยุโรป 43% และ27% ของรายได้รวม รวมทั้งมีธุรกิจร้านอาหาร Red Lobster จะได้รับอานิสงส์ธุรกิจฟื้นตัวเร็วกว่ากลุ่มฯ
โดยธุรกิจ Red Lobster เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวกลับมากำไรเพราะเปิดร้านได้เกือบครบและมีลูกค้าเข้าร้านมากขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ เราคาดกำไรสุทธิปี 64 ที่ 6,825 ล้านบาท โต 7% เพราะธุรกิจอาหารแช่แข็งพื้นตัวตามเศรษฐกิจสหรัฐ-ยุโรป รวมทั้ง Red Lobster ฟื้นตัวขาดทุนลดลง
มาต่อกันที่ CPF ซึ่งยังอยู่กันที่บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ที่ยังคงมองว่ากำไรปกติจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เพราะราคาสุกร+ไก่ไทยฟื้นตัวและควบคุมต้นทุนอาหารสัตว์ได้ ประกอบกับทาง CPF ปรับปรุงประสิทธิภาพการเลี้ยงจึงมีต้นทุนต่ำลง อีกทั้งรับรู้ธุรกิจเนื้อสุกรจีน รวมถึงเพิ่มปริมาณเลี้ยงสุกรไทย-เวียดนาม-จีน
นอกจากนี้ยังคาดส่วนแบ่งกำไร CPALL ฟื้นตัว อย่างไรก็ตามเราคงแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ด้วยราคาเป้าหมาย ที่ 35 บาท โดยยกให้ Top pick ของกลุ่มคือ TU รับการฟื้นตัวของสหรัฐ-ยุโรปหลังการฉีดวัคซีนไปแล้วเกิน 50% ของประชากร ทำให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้เกือบปกติและจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่เริ่มลดลง
ขณะที่หุ้นเครื่องดื่มอย่าง SAPPE หรือ บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) ในมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คาดว่ากำไรในปี 64 จะเติบโตได้ 30% จากปีก่อนจากแผนงานเชิงรุกในกลุ่มสินค้าเครื่องดื่มเติบโตดี เกาะกระแสรักสุขภาพ และการเปิดตัวสินค้าใหม่เพิ่มขึ้น
ขณะที่กำไรในไตรมาส 2/64 คาดว่าจะเติบโตกว่าปีก่อน และไตรมาส 1/64 เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่น และรายได้จากต่างประเทศทยอยฟื้นตัว รวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในประเทศไทย ด้วยมูลค่าหุ้นเองถือเป็นจุดที่น่าสะสม เพราะซื้อขายค่อนข้าวถูก ซึ่งมี P/E ที่ 14 เท่า หากเทียบกับในกลุ่มที่ P/E สูงถึง 25-30 เท่า และ ปัจจัยหนุนคือ ความคืบหน้าเรื่องธุรกิจกัญชง และค่าเงินบาทที่อ่อนค่า
สำหรับในส่วนของหุ้นซอสปรุงรสที่โด่งดังไปไกลทั่วโลกอย่าง บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 26 บาท จากเดิมที่ 18 บาท อิง 64 PER ใหม่ที่ 23 เท่า (เทียบเท่า 5-yr average PER) จากเดิมที่ 18 เท่า เทียบเท่า -0.5SD
เรามีมุมมองเป็นบวกมากขึ้นจากการประชุมนักวิเคราะห์ซึ่ง มีประเด็นสำคัญดังนี้ 1) ผู้บริหารตั้งเป้าใหม่กำไรปี 64 โต 30-40% จากปีก่อน เพราะจากเดิมที่ 20-25% 2) คาดรายได้ไตรมาส 2/64 โตต่อเนื่องจากจากยอดขายที่อยู่ในมือราว 450 ล้านบาท และสามารถส่งมอบไปแล้วมากกว่า 200 ล้านบาท
3) กลยุทธ์การขายใหม่ Listing fee เห็นผลเร็วกว่าที่เราคาด โดยยอดขายเริ่มเข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 1/64 จากเดิมที่เราคาดเห็นไตรมาส 3/64 และ 4) ซอสกัญชงได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดีหลังสำรวจตลาดในยุโรป คาดหาก อ.ย. อนุมัติ บริษัทสามารถผลิตและส่งออกได้ภายใน 6-8 สัปดาห์ ดังนั้นจึงปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 64 เป็น 484 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% จากปีก่อน และเพิ่มกำไรปี 65 เป็น 550 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14%
ด้านหุ้นกลุ่มส่งออกอาหารทะเล อย่างบริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN ทางบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) คงประมาณการกำไรสุทธิปี 64และ 65 อยู่ที่ 868 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน และ 933 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% ตามลำดับ
โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก รายได้จากธุรกิจ premium commodities และ pet food ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นทรงตัวที่ 16% เทียบกับปี 63 ได้รับอานิสงส์จาก product mix ที่ดีขึ้น ประกอบกับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นในส่วนของอาหารสัตว์เลี้ยง และอาหารแช่เยือกแข็ง คงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายอยู่ที่ 19 บาท
และปิดท้ายกันที่ NER บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน)ประเมินว่าไตรมาส 2/64 กำไรปกติจะดีขึ้นจากปีก่อน ตามปริมาณขายและอัตรากำไรขั้นต้นที่ยังอยู่ในระดับสูง ภาพรวม NER คาดยังมีกำไรสุทธิเติบโตเด่นในปีนี้ เพราะยอดขายและGPM เพิ่มจากการเพิ่มกำลังการผลิตและลูกค้าจีนยังมีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง ซึ่งจีนมีผลกระทบน้อยจากโควิดและยังมีการเติบโตของเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมรถยนต์ แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 6.6 บาท
ทางฝั่งบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด จากการที่ผู้บริหารปรับเป้ายอดขายปี 64 ขึ้น 7% เป็น 4.4 แสนตัน ส่วนปี 65 เป็น 5 แสนตัน สอดคล้องกับประมาณการของเรา ขณะที่การตั้งเป้ารายได้ที่ 24,450 และ 28,780 ลบ. ในปี 64 และ 65 ตรงนี้สามารถสะท้อนเป็นราคายางขายได้ที่ 55,568 และ 57,560 บาท/ ตัน ซึ่งจะเห็นว่า สูงกว่าสมมติฐานของเราถึง 11% และ 28%
โดยเรามองว่า มุมมองในปี 64 นี้ มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจาก NER มีออร์เดอร์ยาวไปถึงไตรมาส 4/64 แล้ว จึงมีความมั่นใจได้ ส่วนปี 65 อาจจะต้องจับตาดู จากเรื่องอุปสงค์จากอุตสาหกรรมยานยนต์จะต่อเนื่องไปปี 2565 หรือไม่ สภาวะฝน อากาศ รวมถึงอุปทานใหม่ที่จะเข้าตลาด แต่โดยรวม เป้าหมายนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อประมาณการในปี 64 จึงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 7.70 บาท

