ส่องความน่าสนใจ 5 หุ้นเด่น รับอานิสงส์ “ทรัมป์” นั่งปธน.สหรัฐฯ
ภายหลังการชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ทำเอาทั่วโลกต่างพากันจับจ้องต่อนโยบายต่าง ๆ ที่จะมีการประกาศใช้ต่อจากนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยสหรัฐฯ ที่ถือเป็นประเทศมหาอำนาจ และมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก แน่นอนว่าในการประกาศใช้นโยบายแต่ละครั้ง ย่อมส่งผลกระทบไปยังประเทศที่เกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย
ทั้งนี้ Goldman Sachs ประเมินชัยชนะการเลือกตั้งของนายโดนัลด์ ทรัมป์ จะกระทบต่อตลาดทั่วเอเชีย และมองว่าจะเห็นการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนอย่างต่อเนื่องสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย หรือเม็กซิโก
ขณะที่ในแง่ของการลงทุนในตลาดหุ้นไทย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ถึงหุ้นที่ได้อานิสงส์บวกหลังทรัมป์คว้าชัยชนะเป็นปธน. สหรัฐฯ ได้แก่ AMATA, WHA จากนโยบายกำแพงภาษี-ย้ายฐานการผลิต และ CPF, AOT, MINT จากนโยบายลดภาษี-เพิ่มกำลังซื้อ และได้ประโยชน์จากดอลลาร์แข็งค่า
Wealthy Thai จึงได้ทำการรวบรวมบทวิเคราะห์ของหุ้นทั้ง 5 จากบริษัทหลักทรัพย์มาไว้ในบทความนี้แล้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้
บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด แนะนำ “Outperform” บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 31.25 บาท/หุ้น ระบุ AMATAGDS International บริษัท Data Center ชั้นนําในเอเชีย เข้าลงทุนในโครงการอมตะนคร (ชลบุรี 1) ขนาด 72 ไร่ โดยคาดว่าจะรับรู้เข้ามาเป็น pre-sales ในงวดไตรมาส 4/67 นี้ได้ทันที แม้ขนาดโครงการอาจเป็นเพียงขนาดปานกลางที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่พื้นที่นิคมฯ อมตะนคร (ชลบุรี 1) มีราคาขายและ gross margin ระดับสูงมาก ที่ราว ๆ ไร่ละ 11–12 ล้านบาท และ gross margin 65–70%
ขณะที่นโยบายของพรรค REPUBLICAN ที่จะมีการเก็บภาษีจากสินค้าประเทศจีน การเก็บภาษีสินค้านําเข้าจากทั่วโลกส่งผลให้สงครามการค้าจีน-สหรัฐ (TRADE WAR) กลับมาปะทุร้อนแรงอีกครั้ง และจะส่งผลบวกต่อหุ้นนิคมฯ อย่าง AMATA
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 6.40 บาท/หุ้น โดยแนวโน้มกำไรจะฟื้นตัวแข็งแกร่งในไตรมาส 4/67 จากยอด Backlog ที่ดินรอโอน 1,250 ไร่ การฟื้นตัวของโรงไฟฟ้า Gheco-One และกำไรจากการขายสินทรัพย์เข้ากอง WHAIR
ขณะที่กำไรปกติงวด 9 เดือน ปี 2567 คิดเป็น 70.4% ของประมาณการทั้งปีของบล.ฟินันเซีย โดยยังคงประมาณการกำไรปี 2567-2568 ทำสถิติสูงสุด 4.8 พันล้านบาท (+9.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) และ 5.3 พันล้านบาท (+10.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) หรือคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ย 8.7% CAGR 2567-2569
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับขึ้นอย่างรวดเร็วจากข่าวขายที่ดินให้ Google เพื่อสร้าง Data center และผลการเลือกตั้งประธานธิบดีของสหรัฐที่อาจทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตอีกระลอก อนาคตของ WHA ยังสดใส
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 28.00 บาท/หุ้น ทั้งนี้ CPF บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้น 65% ใน Newburgh Foods Limited ธุรกิจแปรรูปไก่ในสหราชอาณาจักร มูลค่า 13.43 ล้านปอนด์ หรือ 591 ล้านบาท
โดย บล.ฟินันเซีย ไซรัส มีมุมมองเชิงบวกต่อข้อตกลงนี้ คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อรายได้และกำไรโดยรวมของ CPF เนื่องจากส่วนแบ่งของ Newburgh น้อยกว่า 1% ของรายได้รวมของ CPF อีกทั้งการซื้อกิจการครั้งนี้ช่วยขยายขอบเขตการดำเนินงานของ CPF ในสหราชอาณาจักร โดยต่อยอดจากการลงทุนก่อนหน้านี้ในเวสต์บริดจ์ ซึ่งจำหน่ายเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทาน
ทั้งนี้ การลงทุนใน Newburgh มุ่งเน้นไปที่การผลิตและการแปรรูปไก่เป็นหลัก โดยไม่มีความผันผวนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการฟาร์มต้นน้ำ อีกทั้งสหราชอาณาจักรเป็นผู้นำเข้าไก่รายใหญ่อันดับสามของโลก คิดเป็น 8.3% ของการนำเข้าไก่ทั่วโลกในปี 2566 รองจากญี่ปุ่น (9.4%) และเม็กซิโก (8.9%) นอกจากนี้สหราชอาณาจักรยังเป็นตลาดส่งออกไก่ไทยรายใหญ่เป็นอันดับสอง โดยคิดเป็น 15% ของการส่งออกไก่ของไทยในปี 2566 ตามหลังญี่ปุ่น (42%)
บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 70.00 บาท/หุ้น โดยกำไรไตรมาส 3/67 (เม.ย.-มิ.ย.67) เติบโต 44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากมาตรการฟรีวีซ่าให้กับจีนและอีกหลายประเทศ แต่ลดลง 21% จากไตรมาสก่อน ตามผลของฤดูกาล
ขณะที่คาดว่ากำไรไตรมาส 4/67 (ก.ค.-ก.ย. 67) ยังเติบโตต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว แต่ยังลดลงจากไตรมาสก่อน จากผลกระทบฤดูฝนและโบนัสจ่ายพนักงาน ทั้งนี้ คาดว่ากำไรปี 2567 เติบโต 100% และเพิ่มอีก 20% ใน 2568 โดยไตรมาส 1/68 รับผลบวกฤดูกาลท่องเที่ยว นอกจากนี้ AOT กำลังเตรียมทำ IPO หุ้น AOTGA บ.ย่อยเข้าจดตลาดในปีหน้า เป็นบวกต่อราคาหุ้นในอนาคต
บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด แนะนำ “Outperform” บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 37.00 บาท/หุ้น ทั้งนี้ NH Hotel (MINT ถือหุ้นประมาณ 96%) รายงานกําไรสุทธิและปกติ ราว 75 ล้านยูโร เติบโตราว 38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ลดจากไตรมาสก่อนตามฤดูกาลเดินทางใน EU) ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโรต่อบาทเฉลี่ยไตรมาส 3/67 อยู่ที่ 38.2 บาท
โดยการเติบโตของกําไร NH ถูกสนับสนุนด้วยรายได้ราว 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นไปในทิศทางเดียวกับ RevPar สูงขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลัก ๆ มาจาก ADR เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ Occupancy rate ราว 72% เทียบกับ 71% งวดเดียวกันปีก่อน ด้าน EBIT margin อยู่ที่ 19.4% จาก 18.1% ช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ที่ขยายตัวสูงกว่า OPEX (ค่าใช้จ่ายพนักงาน + ค่าใช้จ่ายอื่นๆ + ค่าเช่า)
แม้กําไรปกติของ NH อาจไม่สามารถคํานวณเป็นกําไรปกติของ MINT ได้โดยตรง (บางส่วนมีรายการระหว่างกันและดอกเบี้ยจ่ายอยู่บนงบของ MINT) แต่รายได้และมาร์จิ้นของ NH ที่มีพัฒนาการ สะท้อน Core ของโรงแรมในยุโรปยังแข็งแกร่ง

