Official Update :

4 หุ้นเทคฯ ยักษ์ใหญ่มูลค่าไม่แพง เหมาะ “ซื้อเก็บ” รับอานิสงส์ AI - นโยบาย Trump

ในปัจจุบัน หุ้นเทคแนวโน้มดีมักมีราคาแพง และยิ่งในตอนนี้ที่เทรนด์ AI ทั่วโลกกำลังมาแรงและนักวิเคราะห์หลายคนมองว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะไปได้ดีในยุคของประธานาธิบดี Donald Trump การจะเลือกซื้อหุ้นเทค ที่ส่วนใหญ่มีราคาแพง เพื่อทำกำไรในอนาคตนั้นก็กลายเป็นเรื่องยากสำหรับนักลงทุน 


อย่างไรก็ตาม ยังไม่สายไปสำหรับนักลงทุนที่ยังไม่ได้ซื้อหุ้นเทคแต่อยากมีไว้เพื่อรับผลประโยชน์ในอนาคต เพราะในบทความนี้ Wealthy Thai จะพาไปสำรวจ 4 หุ้นบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ที่นักวิเคราะห์มองว่ามีราคาถูกเมื่อเทียบกับแนวโน้มรายได้ในอนาคต ควรค่าแก่การซื้อเก็บในตอนนี้


1.Apple (AAPL) 

นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน The Motley Fool กล่าวว่า ราคาหุ้น AAPL ในตอนนี้นั้นถือว่าถูกเมื่อเทียบกับโอกาสทำกำไรในอนาคต โดยในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นปรับลงราว 3% แต่บริษัทก็ยังมีแนวโน้มที่ดีในอนาคตจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและการพัฒนาสินค้าด้าน AI โดยในไตรมาส 4 ของปีงบประมาณ 2567 รายได้รวมของบริษัทเพิ่มขึ้น 6% แตะ 96,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากยอดขาย iPhone (+6%) ที่ขยายตัวเป็นหลัก สะท้อนถึงความต้องการ iPhone 16 ที่แข็งแกร่ง 


นอกจากนี้ บริษัทเพิ่งจะมีการเปิดตัว iOS ใหม่ที่รับรอง AI ของบริษัทชื่อ Apple Intelligence และยังมีแผนที่จะเพิ่มการใช้งานใหม่ๆ เช่น การรวม ChatGPT เข้ากับ Siri ซึ่งตามคาดการณ์ของศูนย์วิจัย Counterpoint Research การพัฒนาเทคโนโลยี AI นี้มีแนวโน้มจะกระตุ้นการใช้จ่ายในการอัพเกรดโทรศัพท์ของผู้บริโภคประมาณ 50 ล้านคน โดยภายในปี 2571 IDC บริษัทที่ปรึกษาด้าน IT คาดว่ากระแส AI จะทำให้ยอดขายสมาร์ทโฟนแตะ 912 ล้านเครื่อง ซึ่งนี่จะช่วยหนุนการเติบโตของบริษัทและการปรับขึ้นของราคาหุ้นในอนาคต


ตอนนี้จึงเป็นเวลาที่ดีที่จะซื้อหุ้น AAPL เนื่องจาก อัตราส่วนระหว่างราคาหุ้นและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในอนาคตที่ตลาดคาด หรือ forward P/E ในปัจจุบัน (13 พฤศจิกายน 2567) อยู่ที่ 30.47 ซึ่งต่ำกว่ากว่า P/E โดยเฉลี่ยของบริษัทเทคใน S&P 500 ที่ 36.94 และราคาเป้าหมายโดยเฉลี่ยของหุ้นตามแพลตฟอร์ม TipRanks อยู่ที่ 245.35 ดอลลาร์


2.Alphabet (GOOG)

หลังจากบริษัท OpenAI เปิดตัว ChatGPT ไปเมื่อสองปีก่อน GOOG ก็เจอแรงกดดันอย่างหนัก แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา บริษัทก็มีการพัฒนาสินค้าและบริการด้าน AI อยู่เรื่อยๆ เช่น มีการเพิ่มบทสรุปจาก AI ในผลการค้นหา หรือการเพิ่มแชทบอท Gemini AI เข้าไปในผลิตภัณฑ์ด้านการทำงาน ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ใช้งานรายเดือนมากกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก สะท้อนว่าบริษัทยังมีศักยภาพที่จะแข่งขันในอุตสาหกรรมเทค


นอกจากนี้แพลตฟอร์มคลาวด์ของบริษัท หรือ Google Cloud ก็ใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจาก Amazon และ Microsoft โดยในไตรมาส 3/67 ยอดขาย Google Cloud เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% (YoY) แตะ 11,400 ล้านดอลลาร์ แสดงถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง


ทั้งนี้ แม้ GOOG อาจไม่ได้ดูน่าตื่นเต้นเท่าบริษัท AI อื่นๆ แต่การที่บริษัทมีการประยุกต์ใช้ AI ในสินค้าและบริการหลายอย่างและยังครองตลาดเทคส่วนใหญ่อยู่ ก็เป็นจุดแข็งหลักที่มองข้ามไม่ได้ และราคาหุ้นในตอนนี้ก็ถือว่าค่อนข้างถูก โดย forward P/E อยู่ที่ 20.18 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทเทคใน S&P 500 เช่นกัน และราคาเป้าหมายของหุ้นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 211.75 ดอลลาร์


3.Dell Technologies (DELL)

นักวิเคราะห์จาก Yahoo Finance มองว่าหุ้น DELL นั้นควรค่าแก่การซื้อเมื่อเทียบกับแนวโน้มธุรกิจในอนาคต โดยในไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2568 ของบริษัท รายได้จาก Infrastructure Solution Group (ISG) ซึ่งเป็นธุรกิจแยกของบริษัทที่เน้นผลิต data center, cloud computing และ การเก็บข้อมูล เพิ่มขึ้น 38% (YoY) แตะ 11,600 ล้านดอลลาร์ จากความต้องการเซิร์ฟเวอร์ที่รองรับ AI (AI server) เป็นหลัก 


ทั้งนี้นักวิเคราะห์จาก Statista คาดว่าความต้องการ AI server จะเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าในอีก 10 ปีข้างหน้า และผู้บริหารของ DELL ก็มองว่าอัตราการเติบโตแบบทบต้นต่อปี (CAGR) ของกำไรบริษัทสามารถแตะ 10% ได้ไปจนถึงปีงบประมาณ 2571 ซึ่งในตอนนี้ forward P/E ของบริษัทก็ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยบริษัทเทคใน S&P 500 ค่อนข้างมากที่ 14.32 จึงเหมาะแก่การซื้อเก็บ ทั้งนี้ราคาเป้าหมายโดยเฉลี่ยของหุ้นอยู่ที่ 145.71 ดอลลาร์


4.Logitech International (LOGI)

หุ้น LOGI ปรับตัวขึ้นสูงในปี 2565 แต่กลับร่วงในปีนี้ โดยตั้งแต่ต้นปี ราคาหุ้นปรับลงราว 12% แต่นักวิเคราะห์จาก Yahoo Finance กลับมองว่าเป็นโอกาสดีในการช้อนซื้อหุ้น


ในไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2568 ของบริษัท ยอดขายโดยรวมเติบโตขึ้น 6% จากการขายอุปกรณ์ชี้ตำแหน่ง คีย์บอร์ด เมาส์และหูฟังสำหรับเล่นเกม และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) เป็นหลัก ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าขายดีของบริษัทมาโดยตลอดอยู่แล้ว แต่ก็มีโอกาสขยายตัวมากขึ้นอีกจากการที่บริษัทเริ่มเจาะกลุ่มลูกค้าสำนักงานมากขึ้น โดยมีสำนักงานทั่วโลกน้อยกว่า 20% ที่มีอุปกรณ์วิดีโอในห้องประชุม ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่บริษัทมองว่าเป็นโอกาสในการขยายสินค้า


ในปี 2568 นักวิเคราะห์จาก Yahoo Finance คาดว่าตลาด PC จะขยายตัว เนื่องจากการพัฒนา AI ในสินค้าและบริการต่างๆ ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มีแนวโน้มช่วยกระตุ้นยอดขายโน้ตบุ๊กที่มีชิปหน่วยประมวลผลด้าน AI ของ LOGI โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่ากำไรของบริษัทจะโตขึ้น 8% ต่อปีในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งในตอนนี้ forward P/E ของบริษัทอยู่ที่ 16.90 และราคาเป้าหมายโดยเฉลี่ยของหุ้นอยู่ที่ 92.61 ดอลลาร์