สบจังหวะดัก "ซื้อ" หุ้นกลาง-เล็ก ในวันที่ผลงานยังไปต่อไม่หยุด
ในสถานการณ์ที่ COVID-19 ระบาดมากขึ้นแบบนี้ จนทำให้ภาครัฐต้องวางมาตรการเข้มงวดมากขึ้น เพื่อควบคุมการระบาดที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้้งแต่วันที่ 28 มิ.ย. 2564 ถึง 27 ก.ค. 2564 (30 วัน) ไม่ว่าจะเป็น การปิดสถานที่พักแรงงานก่อสร้างร้านอาหารให้เปิดเฉพาะการสั่งกลับบ้านเท่านั้น ส่วนห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า Community mall เปิดได้ไม่เกิน 21.00 และงดจัดกิจกรรมรวมกลุ่มเกิน 20 คน
ดังนั้นปัจจัยดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นได้รับ sentiment เชิงลบทันที แต่อาจจะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นหลายๆตัวก็ได้ โดยนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ระยะสั้นมาก ภาพรวมตลาดถูกกดดันจาก COVID-19 ระลอกที่ 3 รุนแรงกว่าคาด ใน บางวันจํานวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันพุ่งขึ้นเป็น 4-5 พันคน ทําให้ราคาหุ้นมีโอกาสอ่อนลง
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยเห็นว่าเป็นจังหวะในการซื้อดักหุ้นกลาง-เล็ก ที่คาดว่าจะมีผล ประกอบการไตรมาส 2/64 เติบโตแข็งแกร่ง และแนวโน้มยังไปได้ดี โดยหุ้นใน Coverage ของเรามีหลายบริษัทที่น่าสนใจ ได้แก่ DCC (กระเบื้อง), MICRO (ไฟแนนซ์รถบรรทุกมือสอง), NRF NSL (อาหาร), BCH CHG EKH (โรงพยาบาล), SNC (รับจ้างประกอบแอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และกล่องเก็บเครื่องมือ), LEO SONIC (ขนส่งเน้น ทางเรือ) เป็นต้น ซึ่งเชิงกลยุทธ์การลงทุน ให้เลือกซื้อหุ้นเล็กดีรสโต โดยแนะนําเป็น NRF, NSL, SONIC
NRF กัญชา-Terpene สร้างมูลค่าเพิ่ม
สำหรับ NRF ฝ่ายวิจัยให้คำแนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 12 บาทโดยได้รับคัดเลือกเข้าคํานวณใน SET100 มีผล 1 ก.ค.-31 ธ.ค.64 ดําเนินธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรส อาหารสําเร็จรูป เครื่องปรุงรสสําหรับอาหารมังสวิรัติ อาหารโปรตีนจากพืช และ เครื่องดื่มสําเร็จรูปชนิดผงและน้ำ โดยทําธุรกิจมาราว 30 ปี
นอกจากนี้ยังเข้าซื้อ City Food เมื่อธ.ค.63 ทําให้กําลังการผลิตเพิ่ม 45% เป็น 19,082 ตันต่อปี และลงทุนใน Prime Labs (ธุรกิจ E-commerce) ในต้นปี 64 และมีแผนลงทุนขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังจับมือกับพันธมิตรทําธุรกิจเกี่ยวกับกัญชา และ Terpene ซึ่งส่วนนี้จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในอีกทางหนึ่ง
โดยคาดกําไรสุทธิไตรมาส 2/64 เติบโตสูงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการซื้อกิจการ ส่วนเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก คาดขยายตัวได้ เนื่องจาก ไตรมาส 1 เป็น Low season ของธุรกิจ โดยประเมินกําไรสุทธิปี 64-65 โตแกร่งที่ระดับ 27% และ 50% ตามลำดับ
NSL รายได้มากกว่า 94% มาจาก 7-11 เป็นหลัก
ขณะที่ NSL ฝ่ายวิจัยให้คำแนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 18.95 บาท โดย NSL ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าเบเกอรี่และอาหารรองท้อง แบรนด์ของ 7-11 รายได้ของบริษัทมีสัดส่วนรายได้มากกว่า 94% ที่มาจากการผลิตสินค้าให้กับ 7-11 เป็นหลัก ซึ่งบริษัทมีข้อตกลงเรื่องคำรับรองการผลิตสินค้า (MOU) กับ CPALL
โดยประมาณการกําไรสุทธิปี 64 เติบโต 60% เป็น 242 ล้านบาท และขยายตัวต่ออีก 17% ในปี 65 เป็น 284 ล้านบาท ซึ่งบริษัทตั้งเป้ารายได้ในปี 2564 ที่ 3,500 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 19.5% จากปี 2563 ที่มีรายได้ที่ 2,927 ล้านบาท ทั้งนี้สัญญาณต้นทุนที่ลดได้ ยิ่งเร่งตัวขึ้นต่ออีกในไตรมาส 1/2564 ขณะที่คาดว่าราคาหุ้นมีโอกาสสะท้อนภาวะปกติของธุรกิจที่จะกลับไปเป็นปกติในปีหน้า
SONIC อัตราค่าระวางเรือที่สูงขึ้น
และ SONIC ฝ่ายวิจัยให้คำแนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 5 บาท โดยคาดกำไรสุทธิปี 2564 จะเติบโตแบบก้าวกระโดดเป็นเท่าตัว โดยกําไรสุทธิไตรมาส 1/64 คิดเป็น 68% ของทั้งปี 63 แล้ว โดยไตรมาส 1/64 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 41 ล้านบาท เติบโตก้าวกระโดด 206%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 44%จากไตรมาสก่อน
ปัจจัยหนุน คือ รายได้เพิ่มขึ้น 456%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 33%จากไตรมาสก่อน เป็น 604 ล้านบาท หลักๆ มาจากอัตราค่าระวางเรือที่สูงขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 18% รวมทั้งควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ดี ในไตรมาส 1/64 มีรายได้จากขนส่งทางเรือ 77% ของทั้งหมด ซึ่งรายได้ ส่วนนี้เติบโต 135%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 43%จากไตรมาสก่อน
ขณะที่รายได้จากขนส่งทางบก 18% ของทั้งหมด ก็เพิ่มขึ้น 16%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 9%จากไตรมาสก่อน และรายได้จาก ขนส่งทางอากาศ 5% ของทั้งหมด เติบโต 67%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตราว 2%จากไตรมาสก่อน
ซีอีโอ SONIC ลั่นไร้ผลกระทบ COVID-19
ล่าสุดทีมข่าว Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยังคุณสันติสุข โฆษิอาภานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SONIC ซึ่ง บอกกับเราว่า จากสถานการณ์ที่ COVID-19 ระบาดอย่างต่อเนื่อง มองว่าไม่มีผลต่อ SONIC เพราะว่าบริษัทขนส่งสินค้า ไม่ได้ขนส่งคน นอกจากนี้ตั้งแต่การระบาดระลอกแรกเป็นต้นมาพอ บริษัทปรับตัวได้แล้วนั้น จากผลประกอบการมองว่า COVID-19 ถือเป็นผลบวกมากกว่า
ทั้งนี้จากการเติบโตในช่วงไตรมาสแรกที่โดดเด่น และแนวโน้มไตรมาส 2/64 ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นบริษัทมีแผนปรับเป้ารายได้ทั้งปี 2564 เพิ่มขึ้นอีกภายในเดือนก.ค.นี้ จากเดิมที่ตั้งเป้ารายได้จะเติบโต 20% เพราะสถานการณ์ที่ COVID-19 แบบนี้ส่งผลบวกมากกว่า ประกอบกับค่าระวางเรือที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศที่มีแนวโน้มสดใสทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์ยังดีอย่างต่อเนื่อง
“เราเป็นโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ตัวเลขส่งออกที่เพิ่มขึ้น ต่างประเทศตลาดก็ดีขึ้น ภาพรวมเราก็เลยดีขึ้น ซึ่งสวนทางกับสถานการณ์ภายในประเทศ และยิ่งเศรษฐกิจต่างประเทศสดใสเท่าไหร่ ยิ่งเป็นโอกาสของเรามากยิ่งขึ้นอีกด้วย”คุณสันติสุข กล่าว

