“การบินไทย” สยายปีกสู่ยุคใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
หลังจากที่ “การบินไทย” ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ทำให้ต้องยื่นขอเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการในปี 2563 ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา การบินไทยดำเนินการเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งสำคัญในหลายด้าน ซึ่งรวมด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรในรูปแบบเอกชน การปรับฝูงบินและบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนดำเนินการตามแผนการปรับโครงสร้างทุนเพื่อให้กลับมาเป็นบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันได้อีกครั้ง เพื่อให้สามารถออกจากกระบวนการฟื้นฟูกิจการภายในไตรมาส 2 ปี 2568
โดยความคืบหน้าล่าสุด การบินไทย ประสบความสำเร็จในกระบวนการแปลงหนี้เป็นทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดยมีเจ้าหนี้แสดงเจตนาแปลงหนี้เป็นทุนเพิ่มเติมเกินกว่า 3 เท่าของจำนวนหุ้นที่มีรองรับตามแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงินเฉพาะกิจการของการบินไทยกลายเป็นบวกภายในสิ้นปีนี้ อันเป็นการบรรลุหนึ่งในเงื่อนไขในการยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ และตอนนี้การบินไทยพร้อมแล้วที่จะเข้าสู่โค้งสุดท้ายของกระบวนการปรับโครงสร้างทุนผ่านการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ ผู้ถือหุ้นเดิมก่อนการปรับโครงสร้างทุน พนักงานของบริษัทฯ และบุคคลในวงจำกัด (Private Placement) ตามลำดับภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการในส่วนถัดไป ซึ่งรายละเอียดจะเป็นอย่างไร Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ
การบินไทย กับ ปัญหาที่ต้องเผชิญ
แต่ก่อนไปดูรายละเอียดการแปลงหนี้เป็นทุนและการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน Wealthy Thai ขอพานักลงทุนมาดูการเปลี่ยนแปลงของการบินไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า "การบินไทย" (Thai Airways International) เป็นสายการบินแห่งชาติที่ให้บริการเต็มรูปแบบ (Full Service Airline) ครอบคลุมเส้นทางบินทั้งในและต่างประเทศ โดยมีชื่อเสียงในฐานะสายการบินที่ให้บริการระดับพรีเมียมและมีคุณภาพสูง พร้อมด้วยเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่โดดเด่น
นอกจากนี้ การบินไทยยังเป็นสมาชิกของพันธมิตรสายการบิน Star Alliance ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเชื่อมต่อเที่ยวบินไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น
โดยก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู การบินไทยต้องเผชิญปัญหาหนี้สินสะสมที่สูงกว่า 240,000 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุมาจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูง ความสามารถในการแข่งขันลดลง และการบริหารงานที่ไม่คล่องตัว ด้วยภาระหนี้สินจำนวนมาก เมื่อรวมกับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การบินไทยต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเพื่อปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจและการเงิน
การปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง
ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการที่ได้รับการอนุมัติจากศาลล้มละลายกลางในปี 2564 การบินไทยได้ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยดำเนินการหลายด้านอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความยั่งยืนและความคล่องตัวให้กับองค์กร ประกอบด้วย
-
ลดค่าใช้จ่ายและปรับโครงสร้างองค์กร ลดจำนวนพนักงานและปรับสิทธิประโยชน์
-
การปรับปรุงประสิทธิภาพฝูงบิน การเข้าทำข้อตกลงในการจัดหาเครื่องบินใหม่ในอนาคต เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์การบินแบบ Network Airline โดยคาดว่าจะมีจำนวนทั้งสิ้น 150 ลำ ในปี 2576 เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตในอนาคต และวางแผนลดจำนวนแผนเครื่องบินจาก 8 แบบเหลือ 4 แบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน เช่น ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา เป็นต้น
-
เน้นช่องทางการขายตรงมากขึ้นจาก 25% ปี 2562 เป็น 33% ในปี 2566 ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชัน THAI Mobile ที่ช่วยให้ผู้โดยสารจัดการการเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น ทั้งการจองตั๋ว เช็คอิน และติดตามเที่ยวบิน ส่งผลให้ได้ margin ในการขายที่ดีขึ้น โดยในอนาคต บริษัทฯคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนช่องทางการขายตรงให้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
-
การปรับโครงสร้างหนี้ การบินไทยได้เจรจาเงื่อนไขกับเจ้าหนี้เพื่อยืดระยะเวลาะการชำระหนี้และปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบริษัท โดยไม่มีการตัดหนี้เงินต้น (Hair Cut)
ข้อดีของการเป็นบริษัทเอกชน
นอกจากการปรับโครงสร้างจะช่วยเสริมศักยภาพการดำเนินงานให้กับการบินไทยแล้ว การเปลี่ยนผ่านจากรัฐวิสาหกิจสู่บริษัทเอกชนยังทำให้การบินไทยดำเนินธุรกิจได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่ซับซ้อน ช่วยให้บริษัทสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่ายและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เปิดโอกาสให้ผู้บริหารตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกทั้งการบริหารจัดการที่โปร่งใสขึ้นยังช่วยให้บริษัทสามารถคัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถได้โดยไม่มีการแทรกแซงจากการเมือง ทำให้การบินไทยมีความพร้อมในการดำเนินงานตามเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น และสามารถดึงดูดการลงทุนจากพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างเต็มที่
ศักยภาพการดำเนินงานดีขึ้น
นับว่าแผนการปรับโครงสร้างองค์กรและปรับปรุงระบบการบริหารประสบความสำเร็จ สะท้อนจากผลประกอบการที่มีทิศทางเป็นผลบวก โดยการบินไทยสามารถทำ EBITDA สูงถึง 51,600 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิในปี 2566 ได้สูงถึง 28,123 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกำไรสูงสุดในประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นว่ามาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการภายใต้แผนฟื้นฟูนั้นได้ผลดี ทำให้การบินไทยมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและมีรายได้ที่มั่นคง โดยสำหรับผลประกอบการ 9 เดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 บริษัทฯสามารถทำรายได้ 1.36 แสนล้านบาท มี EBITDA (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและรายการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน) อยู่ที่ 33,742 ล้านบาท และมีกำไรอยู่ที่ 15,221 ล้านบาท ส่งผลให้อยู่ในสถานะที่พร้อมจะก้าวสู่การเติบโตต่อไปในอนาคต

เปิด 4 กลยุทธ์มุ่งสร้างการเติบโตในอนาคต
จากความสำเร็จของแผนการฟื้นฟูกิจการ การบินยังไทยยังคงไม่หยุดที่จะพัฒนาบริการและการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตที่ต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต โดยบริษัทวางแผนการดำเนินงานหลายด้าน ได้แก่
-
การขยายเครือข่ายเส้นทางบิน เน้นจุดบินใหม่ในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง เพิ่มความถี่และเวลาของเที่ยวบินในเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อเมืองใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกับกรุงเทพฯเพื่อรองรับความต้องการเดินทางที่สูงขึ้น และสร้างความสะดวกในการต่อเครื่อง รวมถึงมุ่งเป็น Network Airline
-
การพัฒนาฝูงบินใหม่ การบินไทยเตรียมจัดหาเครื่องบินรุ่นใหม่ เช่น Boeing 787 Dreamliner และ Airbus A321 NEO เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิง เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการขยายเครือข่ายเส้นทางบินของบริษัท
-
การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า การบินไทยมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับปรุงห้องโดยสาร ติดตั้ง Wi-Fi และระบบความบันเทิงบนเครื่องบิน เพื่อสร้างความพึงพอใจแก่ผู้โดยสาร
-
การเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทมุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ESG เพื่อสร้างธุรกิจที่มีความยั่งยืนในระยะยาว
แปลงหนี้เป็นทุนและการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน เพื่อเพิ่มเสถียรภาพทางการเงิน
จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการบินไทยมีความพร้อมที่จะกลับมาดำเนินงานในฐานะสายการบินแห่งชาติได้อย่างแข็งแกร่ง ผ่านการแปลงหนี้เป็นทุนในราคาหุ้นละ 2.5452 บาท โดยเจ้าหนี้ได้รับสิทธิแปลงหนี้เงินต้นค้างเพิ่มเติมและดอกเบี้ยใหม่ตั้งพักเป็นทุน ซึ่งเมื่อวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน 2567 มีเจ้าหนี้แสดงเจตนาแปลงหนี้เป็นทุนเพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย
(1) การแปลงหนี้เดิมของเจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการแบบภาคบังคับเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุน (Mandatory Conversion) คิดเป็นมูลค่า 37,601.9 ล้านบาท โดยได้จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 14,773.7 ล้านหุ้น โดยเจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 หรือกระทรวงการคลัง ได้รับการชำระหนี้เงินต้นคงค้างเต็มจำนวนในสัดส่วนร้อยละ 100 ในขณะที่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 5, กลุ่มที่ 6 (สถาบันการเงิน) และกลุ่มเจ้าหนี้ผู้ถือหุ้นกู้ ได้รับการชำระหนี้เงินต้นคงค้างในอัตราร้อยละ 24.50 และ
(2) การใช้สิทธิแปลงหนี้เดิมของเจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการเป็นทุนเพิ่มเติมโดยความสมัครใจ (Voluntary Conversion) ซึ่งในระหว่างวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ได้มีเจ้าหนี้จำนวนมากแสดงเจตนารวมกันเกินกว่า 3 เท่าของจำนวนหุ้นที่มีรองรับตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดยได้จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนเป็นจำนวน 4,911.2 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 12,500.1 ล้านบาท
(3) การใช้สิทธิแปลงดอกเบี้ยตั้งพักใหม่เป็นทุนมูลค่า 3,351.2 ล้านบาท และได้จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 1,304.5 ล้านหุ้น สุทธิภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งคิดเป็นกว่า 60% ของจำนวนหุ้นที่มีรองรับตามแผนฟื้นฟูกิจการ
รวมทั้งสิ้นมูลค่า 53,453.2 ล้านบาท เป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวน 20,989.4 ล้านหุ้น ที่ราคา 2.5452 บาทต่อหุ้น ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงินของการบินไทยกลายเป็นบวกภายในสิ้นปีนี้ อันเป็นการบรรลุหนึ่งในเงื่อนไขในการยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ โดยเหลือเพียงขั้นตอนของการแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่เท่านั้น ซึ่งกระบวนการที่เหลือคาดว่าจะสามารถดำเนินการ แล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ของปี 2568 ทั้งนี้ เจ้าหนี้ที่แปลงเป็นทุนทุกรายโดน Lock-up 1 ปีหลังหุ้นกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยอนุญาตให้ขายได้ 25%ของหุ้นที่ถูกห้ามขาย เมื่อครบกำหนดครบ 6 เดือน
นอกจากนี้ การบินไทยจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 9,822.5 ล้านหุ้น ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของการบินไทยก่อนการปรับโครงสร้างทุนตามข้อมูลที่ปรากฏในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 ที่มีที่อยู่ในประเทศไทย และพนักงานของการบินไทย ตามลำดับ ในราคา 4.48 บาทต่อหุ้น เพื่อสร้างฐานเงินทุนให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงทางการเงินให้กับบริษัท โดยการเพิ่มทุนครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ในการจัดหาเครื่องบินใหม่ พัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุง และขยายเส้นทางการบิน เพื่อรองรับการเติบโตและความต้องการของตลาดในอนาคต
โดยการกำหนดราคาดังกล่าวที่กำหนดโดยผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการมีความเหมาะสม โดยการพิจารณาจากหลายปัจจัย ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง การประเมินมูลค่ายุติธรรม ทั้งจากวิธีเปรียบเทียบอัตราส่วนตลาด (Market Comparable Approach) เช่น อัตราส่วนมูลค่ากิจการต่อกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (Enterprise Value to EBITDA Ratio: EV/EBITDA) อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (Price to Earnings Ratio: P/E) และวิธีมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดของกิจการ (Discounted Cash Flow) ข้อจำกัดและโครงสร้างการเสนอขายภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ ความเสี่ยงของนักลงทุนจากการที่ต้องใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือนกว่าที่หุ้นจะกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตลอดจนประโยชน์และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เป็นต้นสำหรับผู้ถือหุ้นเดิมของการบินไทยก่อนการปรับโครงสร้างทุนที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้นสามารถตรวจสอบสิทธิผ่าน (1) หนังสือแจ้งสิทธิเพิ่มทุนสำหรับผู้ถือหุ้นเดิม โดยส่งออกโดยบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ผ่านทางไปรษณีย์ตามที่อยู่บนสมุดทะเบียน หรือ (2) ช่องทางเว็บไซต์การบินไทย (https://ir.thaiairways.com/) และสามารถจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนได้ระหว่างวันที่ 6 – 12 ธันวาคม 2567 ผ่านทางช่องทางการจัดจำหน่ายของผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์และตัวแทนจำหน่ายหลักทรัพย์ที่กำหนด ได้แก่
-
สำนักงานใหญ่บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ผ่านการส่งใบจองซื้อ (Hard Copy) หรือจองซื้อผ่านโทรศัพท์บันทึกเทป (เฉพาะนิติบุคคล หรือ ผู้ลงทุนสถาบัน หรือ ลูกค้าที่มีบัญชีหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทรเท่านั้น)
-
สำนักงานใหญ่และสาขา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผ่านการส่งใบจองซื้อ (Hard Copy)
-
ระบบออนไลน์ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผ่านระบบ Money Connect by Krungthai บน Krungthai NEXT Application (สำหรับลูกค้าบุคคลธรรมดาเท่านั้น โดยจะต้องมีบัญชีธนาคารผ่านระบบ Krungthai NEXT)
และสำหรับพนักงานการบินไทยสามารถจองซื้อและชำระเงินเพิ่มขึ้นได้อีกหนึ่งช่องทางคือผ่านระบบออนไลน์ผ่าน Application DIME! (เฉพาะลูกค้าบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยที่มีบัญชีหลักทรัพย์ไทยกับ DIME! เท่านั้น)
การเปลี่ยนแปลงของการบินไทยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะฟื้นตัวและเติบโตไปในทิศทางที่ดีขึ้น พร้อมสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและผู้โดยสารว่า การบินไทยจะเป็นสายการบินที่ยืนหยัดบนพื้นฐานที่มั่นคงได้ในระยะยาว ดังนั้นนี่จึงเป็นก้าวใหม่ที่น่าจับตามองของการบินไทย สายการบินที่พร้อมกลับมาเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย และเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นในตลาดการบินโลก
“การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และโปรดอ่านหนังสือชี้ชวนหรือข้อมูลที่มีสาระตรงตามข้อมูลสรุปสาระสำคัญของหลักทรัพย์ (Executive Summary) อย่างรอบคอบ”
