Official Update :

เช็คลิสต์หุ้นเข้าคำนวณ ดัชนี SET50 / SET100 รอบครึ่งแรกปี 68

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการประกาศหุ้นเข้าและออกใน SET50 และ SET100 รอบครึ่งแรกปี 2568 ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะประกาศรายชื่อหุ้นในช่วงกลางเดือนธ.ค. นี้ และจะมีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 68 ดังนั้น Wealthy Thai จึงมีรายชื่อหุ้นที่คาดว่าจะถูกคัดเข้าและออกใน 2 ดัชนีนี้จากการคำนวณของนักวิเคราะห์มาฝาก


บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ทีมกลยุทธ์ได้คำนวณหุ้นเข้าและออกใน SET50 และ SET100 สำหรับรอบครึ่งแรกปี 2568 ก่อนที่ตลาดจะประกาศการคัดเลือกหุ้นเข้าออกรอบนี้ในช่วงกลางเดือน ธ.ค. 67 และมีผลเริ่มใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 68


โดยผลการคำนวนในรอบนี้ใช้ข้อมูลตั้งแต่ 1 ธ.ค. 66 – 29 พ.ย. 67 (ครบตามที่ตลาดฯ ใช้จริงในการคำนวณหาหุ้นเข้าและออก) โดยผลของการคาดการณ์น่าจะมีความแม่นยำสูง โดยบล.กรุงศรี หวังว่าบทวิเคราะห์ฉบับนี้จะช่วยให้นักลงทุนเตรียมตัวสำหรับการลงทุนในดัชนี SET50 และ SET100 ล่วงหน้าได้


สำหรับหุ้นที่คาดว่าจะเข้าคำนวณใน SET50 รอบนี้มี 4 บริษัท คือ BANPU โอกาสเข้า 100%, SAWAD โอกาสเข้า 100%, COM7 โอกาสเข้า 95% และ CCET โอกาสเข้า 95%


ส่วนหุ้นคาดว่าจะหลุดจาก SET50 รอบนี้ 4 บริษัท คือ CENTEL โอกาสหลุด 95%, BCP โอกาสหลุด 95%, TIDLOR โอกาสหลุด 95% และ EA โอกาสหลุด 100%


ด้านหุ้นที่คาดจะเข้าคำนวณใน SET100 รอบนี้มี 4 บริษัท คือ JTS, CCET, PR9, COCOCO


ขณะที่หุ้นที่คาดว่าจะหลุดจาก SET100 รอบนี้มี 4 บริษัท คือ MBK, RBF, TIPH, TOA


ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นที่คาดว่าจะหลุด SET50 และ SET100 เนื่องจากมีความเสี่ยงในการลดน้ำหนักจาก Index Fund ขณะเดียวกันแนะนำ เก็งกำไรหุ้นที่คาดว่าจะเข้า SET50 รอบนี้ โดยแนะนำ SAWAD และ BANPU เป็นหุ้นเด่น


จากข้อมูลข้างต้น Wealthy Thai จึงได้สำรวจปัจจัยพื้นฐานของหุ้น BANPU และ SAWAD ซึ่งมีโอกาสจะเข้าคำนวณใน SET50 ถึง 100% ว่าจะมีทิศทางการเติบโตอย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนให้กับแฟนเพจ


มาเริ่มที่  BANPU บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองแนวโน้มไตรมาส 4/67 กำไรปกติและกำไรอัตราแลกเปลี่ยนจะเร่งตัวขึ้น แม้ปริมาณฝนตกในประเทศอินโดนีเซียที่เพิ่มขึ้นจะเป็นอุปสรรคต่อการผลิตถ่านหินและเป็นช่วงปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า BLCP HPC


อย่างไรก็ตามคาดผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นพลิกจากขาดทุนจากไตรมาส 3/67 และ 4/66 โดยมีปัจจัยหนุนจากอุปสงค์พลังงานเข้าสู่ High Season ในฤดูหนาวทำให้ล่าสุดจากต้นไตรมาส 4/67 ถึงปัจจุบัน ราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยอยู่ที่ 2.6 ดอลลาร์/mmbtu เพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสก่อนหน้า และราคาถ่านหินเฉลี่ยอยู่ที่ 145 ดอลลาร์/ตัน เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อนหน้า


รวมถึงต้นทุนการเงินลดลง หลังกระบวนการ Spin-off BKV เสร็จสมบูรณ์ และการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจำนวนมากไม่เกิดขึ้น อีกทั้งมีโอกาสพลิกเป็นรับรู้กำไรอัตราแลกเปลี่ยน เพราะล่าสุดเงินบาทอ่อนค่าราว 2.5 บาท/ดอลลาร์ พร้อมคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 ที่ 5.7 พันล้านบาท และคงคำแนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเหมาะสม 7 บาท


ในขณะที่ SAWAD บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดทิศทางกำไรสุทธิของ SAWAD ในไตรมาส 4/67 จะเติบโตทั้งจากไตรมาส 4/66 และ 3/67 หนุนจากการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง หลังเร่ง Write Off ไปแล้วในไตรมาส 3/67 บวกกับผลขาดทุนจากการขายรถยึดของ SCAP ที่คาดจะลดลงต่อตามปริมาณการขายที่ต่ำลง ในฝั่งรายได้ดอกเบี้ยคาดกลับมาโตจากไตรมาส 3/67 จากการเร่งปล่อยสินเชื่อในช่วงปลายปี ซึ่งมีความต้องการสินเชื่อค่อนข้างมาก หนุนให้คงคาดการณ์ทั้งปี 2567 SAWAD จะมีกำไรสุทธิ 5.4 พันล้านบาท โต 8.4% จากปีก่อน


ทั้งนี้ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองผลการดำเนินงานของ SAWAD ผ่านจุดแย่ที่สุดไปแล้ว และเริ่มเห็นคุณภาพสินทรัพย์ที่ฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากการบริหารจัดการของบริษัทเอง รวมถึงผลบวกจากมาตรการอัดฉีดเงิน 10,000 บาท ให้กับกลุ่มเปราะบางที่จะเห็นผลเต็มไตรมาสในไตรมาส 4/67 ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside จากมูลค่าพื้นฐานปี 2568 ที่ 51 บาท จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”