SET เผยตลาดหุ้นทั่วโลกเจอความเสี่ยงนโยบายสหรัฐฯ ชี้ “หุ้นไทย” ยังมีโอกาสท่ามกลางความผันผวน มองปรับมาตรฐาน ESG ช่วยยกระดับ บจ. ไทย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เผยตลาดหุ้นทั่วโลกเจอความผันผวนหลัง Donald Trump ขึ้นเป็นประธานาธิปดีสหรัฐฯ แต่ยังมองตลาดหุ้นไทยมีโอกาสจากการย้ายถิ่นฐานของบริษัทต่างชาติและเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง คาดการใช้ FTSE Russell ESG Ratings มาประเมินผลการดำเนินการบริษัทด้าน ESG ในปี 2569 จะช่วยยกระดับบริษัทไทยในสายตานักลงทุนทั่วโลก
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยว่าในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย มีแนวโน้มเจอความผันผวนสูง หาก Trump ขึ้นภาษีนำเข้ารุนแรงและจำกัดแรงงานต่างชาติในสหรัฐฯ เนื่องจากนโยบายเหล่านี้มีโอกาสทำให้เงินเฟ้อลดลงช้ากว่าคาด ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ต้องลดดอกเบี้ยนโยบายช้าลง ซึ่งนี่จะทำให้เงินลงทุนบางส่วนย้ายกลับไปยังสหรัฐฯ และสินทรัพย์ปลอดภัย โดยในเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลง 2.6% ได้สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนบางส่วนเกี่ยวกับนโยบายของสหรัฐฯ ไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยอาจได้รับผลดีจากการย้ายถิ่นฐานของบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทจีนหรือสหรัฐฯ มายังประเทศไทยท่ามกลางนโยบายกีดกันการค้าในสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยหักลบผลเสียจากเงินทุนที่ไหลออกได้บ้าง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสจากปัจจัยในประเทศ เช่น การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและส่งออก โดย ใน 9 เดือนแรกปี เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 2.3% ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์เคยคาดไว้
นอกจากนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็ได้ปรับเพิ่มแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 ไปอยู่ที่ 2.6% ด้วย อีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยคือกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย Forward Earning per Share (EPS) ของ SET Index สำหรับปี 2568 นั้นสูงกว่าของปี 2567 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นนักลงทุนที่มีต่อการทำไรของ บจ. ไทย
ทั้งนี้ แนะนำให้ผู้ลงทุนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนท่ามกลางความผันผวน โดยหันมาพิจารณาหุ้นหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว เช่น อุตสาหกรรมอนาคต ที่แม้มีขนาดเล็กแต่มีโอกาสเติบโตสูง
สำหรับกองทุน Thai ESG นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน มีจำนวนกองทุนทั้งหมด 51 กองทุน มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งเกณฑ์ในการคัดหุ้นเข้ากองทุนในปัจจุบันนั้นอิงจาก SET ESG Ratings ที่คำนวณคะแนนจากการตอบแบบสอบถามตามความสมัครใจของ บจ. เป็นหลัก นอกเหนือจากนี้ก็จะคัดเลือกจากบริษัทที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือมีการประเมิน CGR ตั้งแต่ 90 คะแนนขึ้นไป โดยบริษัทที่ผ่านเกณฑ์เหล่านี้จะต้องมีผลการดำเนินงานและแนวโน้มธุรกิจที่ดีด้วย
โดยในปี 2569 มีแผนที่จะปรับไปใช้ FTSE Russell ESG Ratings ในการให้คะแนนด้าน ESG แทน เนื่องจากมาตรฐานดังกล่าวคำนวณคะแนนจากข้อมูลเปิดเผยของบริษัท จึงไม่จำเป็นต้องรอความสมัครใจของบริษัทในการประเมินคะแนน รวมถึงเป็นมาตรฐานที่มีความเป็นสากลกว่า จึงคาดว่าจะช่วยให้มีจำนวนบริษัทที่มีคะแนน ESG มากขึ้น ส่งผลให้กองทุน Thai ESG มีตัวเลือกมากขึ้นด้วย โดยมองว่าเมื่อปรับใช้ FTSE Russell ESG Ratings ที่เป็นข้อมูลเปิดเผยแล้ว จะกระตุ้นให้ บจ. ไทยมีการพัฒนาด้าน ESG มากขึ้น และเมื่อได้คะแนนที่ดีที่เป็นมาตรฐานสากล ก็จะยิ่งช่วยให้บริษัทไทยดูดีในสายตานักลงทุนและคู่ค้าทั่วโลกที่เริ่มสนใจเรื่องความยั่งยืนกันมากขึ้นด้วย
สำหรับภาวะตลาดหุ้นไทยเดือนพฤศจิกายน 2567 ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2567 SET Index ปิดที่ 1,427.54 จุด ลดลง 2.6% จากสิ้นเดือนตุลาคม 2567 สอดคล้องกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2567 SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 0.8% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 มีเพียงกลุ่มเดียว ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี
ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 44,256 ล้านบาท ลดลง 3.4% จากเดือนพฤศจิกายน 2566 ขณะที่ใน 11 เดือนแรกของปี 2567 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 47,045 ล้านบาท ลดลง 13.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม มูลค่าการซื้อขายผู้ลงทุนสถาบันในประเทศเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงกว่า 10% ของมูลค่าซื้อขายทั้งหมดเป็นสองเดือนติดต่อกัน
ในส่วนของ Forward P/E ตลาดหุ้นไทย ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2567 อยู่ที่ 16.3 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 12.6 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ 19.3 เท่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 14.3 เท่า
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยว่าในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย มีแนวโน้มเจอความผันผวนสูง หาก Trump ขึ้นภาษีนำเข้ารุนแรงและจำกัดแรงงานต่างชาติในสหรัฐฯ เนื่องจากนโยบายเหล่านี้มีโอกาสทำให้เงินเฟ้อลดลงช้ากว่าคาด ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ต้องลดดอกเบี้ยนโยบายช้าลง ซึ่งนี่จะทำให้เงินลงทุนบางส่วนย้ายกลับไปยังสหรัฐฯ และสินทรัพย์ปลอดภัย โดยในเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลง 2.6% ได้สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนบางส่วนเกี่ยวกับนโยบายของสหรัฐฯ ไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยอาจได้รับผลดีจากการย้ายถิ่นฐานของบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทจีนหรือสหรัฐฯ มายังประเทศไทยท่ามกลางนโยบายกีดกันการค้าในสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยหักลบผลเสียจากเงินทุนที่ไหลออกได้บ้าง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสจากปัจจัยในประเทศ เช่น การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและส่งออก โดย ใน 9 เดือนแรกปี เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 2.3% ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์เคยคาดไว้
นอกจากนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็ได้ปรับเพิ่มแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 ไปอยู่ที่ 2.6% ด้วย อีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยคือกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย Forward Earning per Share (EPS) ของ SET Index สำหรับปี 2568 นั้นสูงกว่าของปี 2567 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นนักลงทุนที่มีต่อการทำไรของ บจ. ไทย
ทั้งนี้ แนะนำให้ผู้ลงทุนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนท่ามกลางความผันผวน โดยหันมาพิจารณาหุ้นหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว เช่น อุตสาหกรรมอนาคต ที่แม้มีขนาดเล็กแต่มีโอกาสเติบโตสูง
สำหรับกองทุน Thai ESG นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน มีจำนวนกองทุนทั้งหมด 51 กองทุน มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งเกณฑ์ในการคัดหุ้นเข้ากองทุนในปัจจุบันนั้นอิงจาก SET ESG Ratings ที่คำนวณคะแนนจากการตอบแบบสอบถามตามความสมัครใจของ บจ. เป็นหลัก นอกเหนือจากนี้ก็จะคัดเลือกจากบริษัทที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือมีการประเมิน CGR ตั้งแต่ 90 คะแนนขึ้นไป โดยบริษัทที่ผ่านเกณฑ์เหล่านี้จะต้องมีผลการดำเนินงานและแนวโน้มธุรกิจที่ดีด้วย
โดยในปี 2569 มีแผนที่จะปรับไปใช้ FTSE Russell ESG Ratings ในการให้คะแนนด้าน ESG แทน เนื่องจากมาตรฐานดังกล่าวคำนวณคะแนนจากข้อมูลเปิดเผยของบริษัท จึงไม่จำเป็นต้องรอความสมัครใจของบริษัทในการประเมินคะแนน รวมถึงเป็นมาตรฐานที่มีความเป็นสากลกว่า จึงคาดว่าจะช่วยให้มีจำนวนบริษัทที่มีคะแนน ESG มากขึ้น ส่งผลให้กองทุน Thai ESG มีตัวเลือกมากขึ้นด้วย โดยมองว่าเมื่อปรับใช้ FTSE Russell ESG Ratings ที่เป็นข้อมูลเปิดเผยแล้ว จะกระตุ้นให้ บจ. ไทยมีการพัฒนาด้าน ESG มากขึ้น และเมื่อได้คะแนนที่ดีที่เป็นมาตรฐานสากล ก็จะยิ่งช่วยให้บริษัทไทยดูดีในสายตานักลงทุนและคู่ค้าทั่วโลกที่เริ่มสนใจเรื่องความยั่งยืนกันมากขึ้นด้วย
สำหรับภาวะตลาดหุ้นไทยเดือนพฤศจิกายน 2567 ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2567 SET Index ปิดที่ 1,427.54 จุด ลดลง 2.6% จากสิ้นเดือนตุลาคม 2567 สอดคล้องกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2567 SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 0.8% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 มีเพียงกลุ่มเดียว ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี
ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 44,256 ล้านบาท ลดลง 3.4% จากเดือนพฤศจิกายน 2566 ขณะที่ใน 11 เดือนแรกของปี 2567 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 47,045 ล้านบาท ลดลง 13.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม มูลค่าการซื้อขายผู้ลงทุนสถาบันในประเทศเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงกว่า 10% ของมูลค่าซื้อขายทั้งหมดเป็นสองเดือนติดต่อกัน
ในส่วนของ Forward P/E ตลาดหุ้นไทย ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2567 อยู่ที่ 16.3 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 12.6 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ 19.3 เท่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 14.3 เท่า
Most Viewed
Sustainability
“Thai ESG” และ “Thai ESSGX”… จะมีการแสดงข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมในแต่ละส่วน !!!
เมื่อ 16 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
เมื่อ อีก 7 ชั่วโมง
Fun of Funds
“ES-CHEQ” ลุย 50 “หุ้นจีน A-Share”... รับ “ศก.ฟื้นตัว” ตอบโจทย์ความมั่งคั่ง “ระยะยาว” !!!
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“Finnomena” ตั้งเป้า AUA ปีนี้ทะยานแตะ 8.5 หมื่นล้านบาท มุ่งสู่การเป็นผู้นำ “WealthTech Platform” ของไทย !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
4 โบรกฯ ฟันธง! PHAT อนาคตไกล ชูขยายกำลังผลิตรับ Peak Season ต่อยอด New S-Curve CPKO เพิ่มมาร์จิ้น ดันกำไรโตยาว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us
