เปิดโผ 7 หุ้น Domestic Play รับประโยชน์มาตรการกระตุ้นการบริโภค
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาภาวะตลาดหุ้นไทยยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะของการแกว่งตัวทั้งในแดนบวกและลบ เนื่องจากยังรอปัจจัยสนับสนุนที่จะช่วยส่งให้ดัชนีฯ สามารถสร้างฐานใหม่ได้อย่างมั่นคงมากขึ้น โดยช่วงโค้งสุดท้ายของปีแบบนี้ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอีกหลายเรื่องด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือประเด็นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท/วัน
โดยบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำให้นักลงทุนติดตามการประชุมไตรภาคีเพื่อพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท/วัน โดยรัฐบาลคาดว่าจะ พิจารณาทันปีใหม่เพื่อให้เริ่มบังคับใช้ทันทีหากปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทจริง ทั้งนี้อาจกระทบ EPS ของ SET INDEX โดยภาพรวมอยู่บ้างราว -1% ถึง -2% แต่คาดว่าผลจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทจดทะเบียนมาชดเชยต้นทุนที่ปรับขึ้นได้ทั้งหมด
ขณะที่มาตรการของภาครัฐระยะนี้มีความชัดเจนตรงที่ต้องการกระตุ้นการบริโภค โดยการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ จึงถือเป็นปัจจัยบวกเชิง Sentiment ต่อกลุ่ม Domestic Play ทั้งค้าปลีก ไฟแนนซ์ อาหารเครื่องดื่ม เช่น CPALL, CPAXT, CRC, OSP, SAWAD, JMT, AEONTS
จากประเด็นข้างต้น Wealthy Thai จึงได้สำรวจปัจจัยพื้นฐานของ 7 หุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์บวกมาฝากนักลงทุน โดยเริ่มที่ CPALL บล.หยวนต้า แนะนำ “ซื้อ” พร้อมราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2568 ที่ 81.00 บาท/หุ้น โดยมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/67 คาดเติบโตทั้งจากไตรมาสก่อน และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำระดับสูงสุดของปีหนุนจากช่วง High Season ของการจับจ่ายใช้สอยของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ อีกทั้งมีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากผลบวกของมาตรการภาครัฐฯ ส่งผลให้ 4QTD SSSG +4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
เช่นเดียวกับ CPAXT บล.หยวนต้า แนะนำ “ซื้อ” พร้อมราคาเหมาะสม 39.00 บาท/หุ้น โดยแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/67 คาดโตจากไตรมาสก่อน และจากช่วงเดียวกันของปีก่อนต่อเนื่อง จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของ รัฐบาล และอัตรากำไรขึ้นต้นที่เพิ่มขึ้น จากการเพิ่มสินค้าที่เป็น Private Label ขณะที่ปัจจัยหนุนระยะยาว คือ การขายสินทรัพย์เข้า REIT เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่าย
ส่วน CRC บล.หยวนต้า แนะนำ “ซื้อ” พร้อมราคาเหมาะสม 41.00 บาท/หุ้น โดยแนวโน้มไตรมาส 4/67 คาดกำไรเติบโตเด่นจากไตรมาสก่อนตามปัจจัยด้านฤดูกาล และคาดบริษัทยังคุมค่าใช้จ่าย SG&A ดีเหมือนที่ทำได้ในไตรมาส 3/67 แต่เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่ากำไรปกติทรงตัวจากฐานสูง ทั้งนี้ Guidance เบื้องต้นสำหรับปี 2568 หากอิงการรายได้โต 2 เท่าของ GDP ไทย สะท้อนว่าบริษัทตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายที่ ราว 4-6 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ใกล้เคียงประมาณการของบล.หยวนต้า ซึ่งการเติบโตส่วนใหญ่จะมาจากแผนการเปิดสาขาใหม่ของไทวัสดุ, Go Wholesale และเริ่มกลับมาขยายสาขา Go ในเวียดนาม
ด้าน OSP บล.หยวนต้า แนะนำ “ซื้อ” พร้อมราคาเหมาะสม 30.00 บาท/หุ้น โดยคาดว่าผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/67 จะกลับมาโตทั้งจากไตรมาสก่อน และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรพิเศษจากการขายโรงงานราว 130 ล้านบาท ขณะที่ฐานะทางการเงินแข็งแกร่งเป็น Net Cash และ PER2568 อยู่ที่เพียง 18.8 เท่า ถูกกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 35.0 เท่า
ขณะที่ SAWAD บล.หยวนต้า แนะนำ “ซื้อ” พร้อมราคาเหมาะสม 51.00 บาท/หุ้น โดยมีมุมมองเป็นบวกต่อข้อมูลแนวโน้มธุรกิจของ SAWAD และ SCAP (Non-Rated) เพราะการตั้งสำรองและผลขาดทุนจากการขายรถยึดจะลดต่ำลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่ไตรมาส 4/67 เป็นต้นไป และเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐฯ ทั้งนี้ คาดกำไรไตรมาส 4/67 กลับมาโตทั้งจากไตรมาสก่อน และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยมีปัจจัยหนุนเชิง Sentiment เพิ่มเติม จากโอกาสกลับเข้าคำนวณใน SET50 ที่ ตลท. จะประกาศกลางเดือน ธ.ค.
สำหรับ JMT บล.กรุงศรี แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 22.80 บาท/หุ้น มีมุมมอง Neutral โดยคาดการณ์แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/67 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน คาดเป็นจุดสูงสุดของปี โดยมองว่า Cash collection จะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและ ECL มีพัฒนาการจากไตรมาส 3/67 เล็กน้อยทั้ง JMT และ JK AMCและเป็นการฟื้นตัวซึ่งจะต่อเนื่องยาวไปถึงปี 2568 อีกทั้งจะเริ่มกลับมาซื้อหนี้เพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/67-68 ด้านจุดลบคือจะไม่มีการจัดตั้ง JV AMC ใหม่แล้ว
ปิดท้ายที่ AEONTS บล.หยวนต้า แนะนำ “Trading” พร้อมมูลค่าพื้นฐาน 139.00 บาท/หุ้น โดยคาดแนวโน้มครึ่งปีหลัง 2567 จะยังลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากฐานที่สูงในไตรมาส 4/66 แต่ปรับตัวดีขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก 2567 หนุนจากการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง หลังได้อานิสงส์บวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ โดยการอัดฉีดเงินให้กับกลุ่มเปราะบางรายละ 10,000 บาท คาดช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากคึกคักมากขึ้น และช่วยให้การชำระหนี้ของลูกหนี้มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปี รวมถึงเพิ่มโอกาสที่บริษัทจะมีหนี้สูญรับคืนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ คงคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2567 จำนวน 2,741 ล้านบาท ลดลง 15.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ก่อนจะพลิกกลับมาโต 14.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในปี 2568

