Official Update :

ส่องความน่าสนใจ “หุ้นแบงก์” โบรกฯ ชู Dividend Yield สูง ชี้มาตรการแก้หนี้ช่วยจำกัดประเด็นลบ

หุ้นกลุ่มธนาคารกำลังได้รับความสนใจและเป็นกลุ่มที่น่าจับตามองอย่างมาก หลังธนาคารแห่ประเทศไทย ประกาศโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” มาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งจะช่วยทำให้คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ NPL ทรงตัวหรือปรับตัวลดลงได้ อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่น่าจะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากเม็ดเงินกองทุนประหยัดภาษีในช่วงเดือน ธ.ค. ด้วย


อีกทั้งล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์ เจพีมอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด ยังมีการปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน 3 หุ้นธนาคารอย่าง TTB, KTB และ SCB อีกด้วย ดังนั้น Wealthy Thai จึงอยากชวนนักลงทุนมาสำรวจมุมมองของนักวิเคราะห์ที่มีหุ้นธนาคารไทยว่าจะเป็นอย่างไร


โดยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองการลงทุนว่า หุ้นกลุ่มธนาคารให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ราว 5% - 8% (ในขณะที่ค่าเฉลี่ย SET อยู่ที่ราว 3%) ถือว่าน่าสนใจสำหรับหุ้นใหญ่ โดยภายใต้ภาพรวมตลาดยังขาดแรงขับจากเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) จึงมองว่ากลุ่มธนาคารที่ให้ Dividend Yield สูงกว่า ค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ ยังคงทนทานต่อความผันผวนของราคาหุ้นมากกว่ากลุ่มฯ


ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส ชอบ TISCO และ SCB ซึ่งคาดว่าจะให้ Dividend Yield ราว 8% มากกว่า TTB และ KKP ขณะที่กลุ่มธนาคารที่คาดว่าปี 2567 ระดับ Dividend Yield ยังไม่เท่ากลุ่มข้างต้นและการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมีผลกระทบกว่ากลุ่มข้างต้นอย่าง BBL, KBANK และ KTB ในเชิงผลตอบแทนรวมน่าสนใจ


พร้อมคงมองว่า BBL และ KTB จะได้เปรียบกว่า KBANK ในปี 2568 เพราะทิศทางเศรษฐกิจไทยที่ถูกขับเคลื่อนด้วยการลงทุนภาครัฐ น่าจะดีต่อพอร์ตสินเชื่อของทั้ง BBL และ KTB ประกอบกับการแปลงหนี้ THAI เป็นทุน ช่วยลดแรงกดดันด้านคุณภาพสินทรัพย์ และ Coverage ratio ของทั้ง 2 ธนาคาร ซึ่งอยู่ที่ระดับ 267% และ 179% มากกว่า KBANK ที่ 139% (ค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ ที่ 174%)


ในขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ชุดใหม่ภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งเน้นที่การจูงใจลูกหนี้ที่ค้างชำระหนี้ให้กลับมาจ่ายหนี้อีกครั้ง โดยเสนอการพักดอกเบี้ย และการลดดอกเบี้ยให้ในช่วง 3 ปี แม้จะสร้างแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยของธนาคารที่ลดลง แต่คาดจะถูกชดเชยด้วยรายได้หนี้สูญรับคืนที่เพิ่มขึ้น การตั้งสำรองที่ลดลง และมีเงินสนับสนุนจากรัฐฯ ผ่านการลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ลง 50%


ดังนั้นจึงคงน้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคาร “เท่ากับตลาด” โดยมองว่ามาตรการใหม่นี้ช่วยจำกัดแนวโน้มการขยับขึ้นของลูกหนี้ Stage 2 และ Stage3 (NPL) ในปี 2568 ทำให้การตั้งสำรองของกลุ่มจะปรับลดลง ชดเชยแรงกดดันจากฝั่งรายได้ดอกเบี้ยรับที่มีผลลบจากทั้งดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำลง และการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้


สำหรับหุ้น Top Pick ของกลุ่มธนาคาร บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เลือก SCB ให้ราคาเป้าหมาย 130 บาท โดยมีจุดเด่นที่เงินปันผลสูง คาดปันผลรอบผลประกอบการครึ่งหลังปี 2567 ที่หุ้นละ 7.2 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 6.1% และมีปัจจัยหนุนจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ลดลง หลังขาย Purple Venture ออกไปแล้ว


และ KBANK ให้ราคาเป้าหมายที่ 175 บาท โดยคาดการตั้งสำรองจะเริ่มผ่อนคลายลงต่อเนื่องจนถึงปี 2568 และ เป็นธนาคารเดียวที่ได้อานิสงส์บวกจากการปรับใช้ TFRS17 ในธุรกิจประกันชีวิต (KBANK ถือหุ้นใน MTL 51%) และคาดให้ปันผลรอบผลประกอบการครึ่งหลังปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 5.5 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 3.6%