โพยหุ้น รับธีมการลงทุนเดือน ก.ค.
เข้าสู่ช่วงเดือนแรกของครึ่งปีหลังแล้ว แม้ในสถานการณ์ที่โควิด-19 ยังระบาดรุนแรงต่อเนื่อง ยอดผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นทุกวัน จึงเกิดคำถามว่าจากปัจจัยกดดันดังกล่าวนั้น ในเดือนกรกฎาคม นี้ เราจะลงทุนอย่างไร และหุ้นตัวไหนน่าเก็บสะสมเข้าพอร์ต วันที่ Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว ผ่านการประเมินของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด
โดยมีใจความว่า กลยุทธ์การลงทุนในเดือน กรกฎาคม 2564 ซึ่งประเมินกรอบ SET ในเดือน ก.ค. 2564 ไว้ที่ 1,530-1,625 จุด ตลาดยังมีแรงกดดันจากการคาดหมายการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วกว่าคาด ซึ่งจากมุมมองเดิมที่ คณะกรรมการเฟด 18 ท่าน เคยเห็นว่าน่าจะขึ้นดอกเบี้ยปี 2565 เพิ่มจาก 4 ท่าน เป็น 7 ท่าน และขึ้นดอกเบี้ย อีก 2 ครั้ง ภายในปี 2566 จาก 8 ท่าน เป็น 13 ท่าน
ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามรายงานการประชุม FOMC (7-8 ก.ค.) และ Beige Book (15 ก.ค.) หลังการประชุม FOMC ฝ่ายวิจัยตั้งข้อสังเกตจาก Dot-plot ล่าสุดว่า หากมีคณะกรรมการเฟดเพิ่มอีก 2 ท่าน ปรับมุมมองจะเพิ่ม น้ำหนักต่อการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ในปี 2565 แม้มุมของเฟดต่ออัตราเงินเฟ้อจะสะท้อนว่าเฟดเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะผ่านจุดสูงสุด ในกลางปี 2564 ทำให้ล่าสุดเฟดปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อในปี 2564 เพิ่มเป็น 3.4% (เดิม 2.4%) และปี 2565 เป็น 2.1% (เดิม 2.0%) และปี 2566 เพิ่มเป็น 2.2% (เดิม 2.1%) ก็ตาม
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เเน้นลงทุนในหุ้นที่ยังมีราคา Laggard และปัจจัยบวกเฉพาะตัว เราเลือกหุ้นเด่นในเดือน ก.ค. 2564 ได้แก่ KBANK, ORI และ NOBLE
KBANK ราคาหุ้นยังคงมีความน่าสนใจ
เริ่มจาก KBANK ให้ราคาเป้าหมาย 177.00 บาท โดยแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/64 เป็นบวก เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากฐานที่ต่ำในไตรมาส 2/63 ที่มีการตั้งสำรองเข้ามากดดันจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 แม้ปัจจุบัน
ยังคงมีการแพร่ระบาดในประเทศไทยอยู่ แต่สถานการณ์มีความชัดเจนขึ้นมาก รวมทั้งการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อได้อย่างโดดเด่น 13.5%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ความต้องการสินเชื่อเพื่อธุรกิจและการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ดีผลประกอบการเมื่อเทียบไตรมาสแรก มีแนวโน้มอ่อนตัวจากการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น จากสถานการณ์ของการกระจายวัคซีนที่มีความคืบหน้าต่ำ และภาคการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มของการฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ แต่ราคาหุ้นยังคงมีความน่าสนใจปัจจุบันมี Upside 49.4% รวมไปถึงการฟื้นตัวของผลประกอบการไปพร้อมกับเศรษฐกิจ
ORI มีสต๊อกโครงการในทำเลของชาวจีน
ตามด้วย ORI ให้ราคาเป้าหมาย 9.80 บาท โดยประเมินเบื้องต้นว่าผลประกอบการของบริษัทในไตรมาส 2/64 จะยังคงเติบโตจากไตรมาสแรก ท่ามกลางการระบาดของ COVID-19 ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการ ปรับตัวทั้งในแง่การขายและการโอน ให้เป็นไปตามเป้าที่บริษัทตั้งไว้
ขณะที่ คาดหวังที่จะเห็นผลประกอบการโดดเด่นต่อเนื่องในครึ่งปีหลังของปี 64 หนุนจากการโอน 2 โครงการใหญ่ อาทิ Park Origin พญาไท และ Park Origin ทองหล่อ มูลค่า โครงการกว่า 1.66 หมื่นล้านบาท (Take Up Rate เฉลี่ย 70%) รวมทั้ง แผนการเปิดประเทศจะทำให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมโครงการของบริษัทได้
โดยบริษัทมีสต๊อกโครงการที่อยู่ในทำเลของชาวจีนรองรับการขาย และโอนได้ทันที อาทิ Park Origin 24 นอกจากนี้บริษัทยังมีการเข้าไปลงทุน ร่วมกับ JWD เพื่อพัฒนา Warehouse ซึ่งคาดว่าจะสามารถรับรู้เป็นรายได้ในปี 65 ทำให้เราเลือก ORI เป็น Top Picks ของกลุ่มอสังหาฯ
NOBLE รับแผนเปิดประเทศ
และสุดท้าย NOBLE ให้ราคาเป้าหมาย 9.90 บาท โดยประเมินว่าผลประกอบการในไตรมาส 2/64 จะทรงตัวจากไตรมาสแรก เนื่องจากมีเพียงการโอนโครงการต่อเนื่อง แต่คาดว่าผลประกอบการของบริษัทจะกลับมาโดดเด่นอีกครั้งในครึ่งหลังของปี 64 ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากแผนการเปิดประเทศ ที่คาดว่าจะสามารถเปิดได้ในช่วงต้นไตรมาส 4/64 จะทำให้ Pent Up Demand ของกลุ่มลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน (บริษัทเป็นผู้นำใน Oversea Market) สามารถเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมโครงการได้
รวมทั้งการเปิด 9 โครงการในช่วงครึ่งหลังของปี 64 ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมี 3 โครงการที่เป็นแนวราบ ที่สามารถเปิดขาย และรับรู้เป็นรายได้ได้ทันที นอกจากนี้แผนการลงทุนอสังหาฯ ในอังกฤษ คาดมีความชัดเจนขึ้นในช่วงไตรมาส 3/64 และประเมินว่ามีโอกาสที่จะสามารถปิดการขายภายในไตรมาส 4/64 ซึ่งหากทำสำเร็จจะเป็น Upsides ต่อผลประกอบการ ทั้งนี้ คาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลสำหรับครึ่งแรกของปี 64 ที่ 0.37 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ที่ 5.0% (ทั้งปี 64 คาดไว้ที่ 0.82 บาท)

