ส่องประเด็นร้อนปี 2567 แวดวงตลาดหุ้นไทย เรื่องราวใดบ้างที่กลายเป็น “Talk Of The Town”
ในปี 2567 ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นอีกปีที่แวดวงตลาดทุนไทยเต็มไปด้วยข่าวร้อนระอุ ทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวหุ้นโดยตรง หรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหุ้นกู้ก็ดี ทั้งนี้ Wealthy Thai ได้ทำการรวบรวมประเด็นร้อนของหุ้นและหุ้นกู้ในปีที่ผ่านมาเพื่อเป็นการฉายภาพโดยสรุปอีกครั้ง จะมีประเด็นไหนบ้าง ติดตามได้จากบทความนี้
เริ่มต้นปี 2567 ด้วยประเด็นร้อนจาก บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD กรณีขอเลื่อนจ่ายเงินต้นหุ้นกู้ทุกรุ่นออกไปอย่างน้อย 2 ปี มูลค่ารวมกันกว่า 14,455 หมื่นล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าในช่วงปี 2566 มีปัจจัยภายนอกหลายประการที่กระทบกับการประกอบธุรกิจของบริษัท ทำให้ต้นทุนการทำงานเพิ่มสูงขึ้น
โดยหลังจากที่ข่าวดังกล่าวออกมา ก็ส่งผลให้ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ITD ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงหุ้นในกลุ่มธนาคารที่พากันปรับตัวลดลงตามไปด้วย จากความกังวลว่าการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ของ ITD จะทำให้ธนาคารมีความเสี่ยงในการตั้งสำรองฯ ที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ในเดือนมีนาคมได้มีข่าวฉาวเกี่ยวกับ ITD ขึ้นมาอีกครั้ง กรณีการจ่ายเงินเดือนพนักงานไม่ครบ โดยบริษัทฯ ได้ออกมายอมรับว่าข่าวดังกล่าวเป็นจริง โดยให้เหตุผลว่าขาดสภาพคล่องทางการเงิน ทำให้ท้ายที่สุด ITD ต้องขอกู้ยืมเงินจากธนาคารเพิ่มเติมเพื่อนำเงินมาบริหารกิจการ

สลับมาที่หุ้นนางงามอย่าง บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MGI ที่เริ่มต้นปี 2567 ด้วยประเด็นที่ถูกตั้งคำถามจากนักลงทุน เมื่อหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ให้กับบริษัท อย่าง น.ส. อิงฟ้า วราหะ ที่เคยประกาศว่าไม่มีแผนที่จะขายหุ้น แต่กลับพบว่าในเดือนมกราคม 2567 มีการขายหุ้นออกกว่า 100,000 หุ้น ทำให้จำนวนหุ้นลดลงเหลือเพียง 1,900,000 หุ้น จากเดิมที่ถือครอง 2,000,000 หุ้น
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ MGI ได้ถูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศขึ้นเครื่องหมาย "P" หรือ Pause ถึง 3 ครั้ง ในเวลาเพียงเดือนเดียว เนื่องจากพบว่ามีการซื้อขายผิดไปจากสภาพปกติโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ จนเป็นเหตุให้เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขาย Level 3
จากนั้นในเดือนเมษายน 2567 ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจนติดฟลอร์ หลังบริษัทประกาศการเข้าซื้อหุ้น บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SABUY จำนวน 30 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 4.50 บาท คิดเป็นจำนวนเงิน 135 ล้านบาท ซึ่งทำให้เกิดความกังวลในแวดวงนักลงทุน เนื่องจากพื้นฐานด้านผลการดำเนินงานของ SABUY ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก

มาที่หุ้นพี่ใหญ่อย่าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ที่เริ่มช่วงต้นปี 2567 ด้วยปัจจัยกดดันราคาหุ้นจากประเด็นความกังวลโครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP) ที่เวียดนาม ต้องหยุดการผลิตเพราะอุปกรณ์หลักได้รับความเสียหาย และคาดต้องเลื่อนวัน COD เป็นเดือนมิ.ย. 67 คาดทำให้ EBITDA หายไป 418-518 ล้านบาท/เดือน
จากนั้นในเดือนกันยายน 2567 SCC ต้องเผชิญกับความท้าทายอีกครั้ง เมื่อบริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) (TPC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCC ในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ ต้องเจอกับเหตุเพลิงไหม้ โดยแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ก็ส่งผลกระทบต่อยอดขายของ SCC ประมาณ 0.04%
.jpg)
ต่อกันที่บิ๊กค้าปลีกอย่าง บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ที่เจอปัจจัยกดดันราคาหุ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2567 จากประเด็น ท็อปส์ เดลี่ ประกาศขายแฟรนไชส์ ทำให้เกิดความวิตกกังวลจากนักลงทุน เนื่องจากแฟรนไชส์ดังกล่าวถือเป็นเซกเมนท์เดียวกับร้าน 7-11 ของ CPALL
จากนั้นแม้ว่าในระหว่างปี CPALL จะมีปัจจัยสนับสนุนพื้นฐานบริษัทและราคาหุ้นเพียงใด แต่ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี คือในเดือนธันวาคม 2567 ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงอย่างหนักจากประเด็นบริษัทในเครืออย่าง บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ได้มีการเข้าลงทุนในโครงการ Lotus’s Mall Bangna (The Happitat) ซึ่งสร้างความกังวลให้กับบรรดานักลงทุนเป็นอย่างมากในแง่ของกระแสเงินสดของ CPAXT ซึ่งอาจกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทแม่อย่าง CPALL โดยจากประเด็นนี้ ทำให้ราคาหุ้นทั้ง CPALL และ CPAXT ต่างพากันปรับตัวลดลงอย่างหนักไปตาม ๆ กัน

ข้ามมาที่หุ้นท่าอากาศยานหนึ่งเดียวอย่าง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ที่ราคาหุ้นเริ่มปรับตัวลดลงในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 หลังบริษัทแจ้งขอคืนพื้นที่ของบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด และพื้นที่ปฏิบัติงานของส่วนราชการบางส่วนภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานภูเก็ต ส่งผลให้ AOT มีรายได้ลดลง ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลในแง่ของผลการดำเนินงานของ AOT ทำให้เห็นภาพของการเทขายหุ้นออกมาอยู่บ่อยครั้งในปีที่ผ่านมา

สลับมาที่ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ที่ช่วงกลางปีราคาหุ้นปรับลงอย่างหนักจนหลายฝ่ายจับตามอง ก่อนที่ นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารในขณะนั้น จะออกมายอมรับว่าถูก Forced Sell จากการนำหุ้นไปค้ำประกันเงินกู้
ต่อมาในเดือนเดียวกัน ชื่อของ EA ได้ถูกพูดถึงอย่างหนาหูอีกครั้ง เมื่อ ก.ล.ต. กล่าวโทษบุคคลรวม 3 ราย คือ นายสมโภชน์ อาหุนัย และนายอมร ทรัพย์ทวีกุล ซึ่งเป็นกรรมการและผู้บริหาร รวมทั้งนายพรเลิศ เตชะรัตโนภาส ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรณีร่วมกระทำการทุจริต เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้แก่ตนเอง และ/หรือผู้อื่น ทำให้ EA และบริษัทย่อยเสียหาย และได้มีการส่งเรื่องต่อไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกระทบกับความน่าเชื่อถือของบริษัทอย่างรุนแรง โดย EA ถูกถอดออกจากรายชื่อหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings และถูก TRIS Rating ปรับลดระดับความน่าเชื่อถือ จาก BBB+ (Negative) เป็น BB+ (Negative) ซึ่งส่งผลกระทบต่อวงเงินกู้จากสถาบันการเงินและหุ้นกู้ใหม่ ทำให้แผนการออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อนำมาชำระหนี้ของหุ้นกู้เดิมมีอันต้องยกเลิก โดย EA แก้ปัญหาหนี้ระยะสั้นเหล่านี้ด้วยการขอเลื่อนกำหนดการไถ่ถอนหุ้นกู้ออกไป ซึ่งในที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ก็โหวตยินยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข

ปิดท้ายด้วยประเด็นหุ้นที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย สำหรับกรณีของ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG ที่กลายเป็นประเด็นร้อนจนถูกพูดถึงในวงกว้าง เมื่อ THG ร่อนหนังสือแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าพบรายการต้องสงสัย ส่งผลให้บริษัทมีการดำเนินการทางกฎหมายต่ออดีตผู้บริหารและพนักงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว
โดยต่อมาได้มีการออกหมายจับ นายแพทย์บุญ วนาสิน หรือหมอบุญ, นางสาวจารุวรรณ วนาสิน อดีตภรรยา และนางสาวนลิน วนาสิน บุตรสาว ในข้อหาฉ้อโกง สมคบกันฟอกเงินและ พ.ร.บ.เช็ค ซึ่งนางสาวจารุวรรณ และนางสาวนลิน เป็นกรรมการของบริษัท ทั้งนี้ จากประเด็นฉาวดังกล่าว ส่งผลให้ราคาหุ้น THG ดิ่งหนักถึง 72% เมื่อเทียบราคาหุ้นในวันทำการแรกและวันทำการสุดท้ายของปี 2567

เรียกได้ว่าเป็นปี 2567 เป็นปีที่วงการหุ้นร้อนระอุตั้งแต่ต้นปียันท้ายปีเลยทีเดียว ซึ่งหลาย ๆ ประเด็นที่กล่าวมา ไม่เพียงส่งผลต่อราคาหุ้นและสร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนรายย่อยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบถึงภาพรวมดัชนีอีกด้วย ทั้งนี้ แม้ว่าจะคาดหวังให้ปี 2568 เป็นปีที่ดีของการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่ปัจจัยที่ไม่แน่นอนทั้งจากภายในและภายนอกประเทศยังมีเข้ามาให้ติดตามต่อเนื่อง ดังนั้น หากมีประเด็นที่น่าสนใจ Wealthy Thai จะนำมาเสนอแฟนเพจต่อไป
