SCGP ปี 68 ทุ่มงบ 1.3 หมื่นลบ. ลุยลงทุน M&P ขยายศักยภาพธุรกิจ พร้อมตั้งเป้า EBITDA เพิ่มเป็น 1.8 หมื่นลบ.
SCGP วางงบลงทุนรวม 13,000 ล้านบาท ใช้ทำดีล M&P มุ่งธุรกิจกล่องกระดาษ-Health care-Polymer รวมถึงปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมชู 4 กลยุทธ์ ผลักดัน EBITDA เพิ่มเป็น 18,000 ล้านบาท
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า ในปี 2568 บริษัทวางแผนงบลงทุนรวม 13,000 ล้านบาท โดยจะใช้ขยายการลงทุน Merger & Partnership (M&P) ในธุรกิจกล่องกระดาษ, Health care และ Polymer จำนวน 8,000-10,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือประมาณ 3,000-5,000 ล้านบาท จะใช้ในการปรับปรุงและซ่อมบำรุง เพื่อให้การดำเนินงานยังมีประสิทธิภาพดีต่อเนื่อง
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า ในปี 2568 บริษัทวางแผนงบลงทุนรวม 13,000 ล้านบาท โดยจะใช้ขยายการลงทุน Merger & Partnership (M&P) ในธุรกิจกล่องกระดาษ, Health care และ Polymer จำนวน 8,000-10,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือประมาณ 3,000-5,000 ล้านบาท จะใช้ในการปรับปรุงและซ่อมบำรุง เพื่อให้การดำเนินงานยังมีประสิทธิภาพดีต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าหมายเพิ่ม EBITDA เป็น 18,000 ล้านบาท ด้วยการดำเนินงานใน 4 กลยุทธ์หลัก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ได้แก่ (1) เพิ่มความสามารถในการทำกำไรในกลุ่มประเทศอาเซียน โฟกัสการขายที่ตลาดภายในประเทศไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสร้างการเติบโตในสินค้าเชื่อมโยงกับผู้บริโภค รวมถึงการเพิ่มโอกาสเข้าตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพสูงอย่าง Healthcare Supplies
(2) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน การปรับปรุงต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านเทคโนโลยี Data Analytic และ Artificial Intelligence (AI) ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและลดต้นทุนในปี 2568 ได้ประมาณ 600 ล้านบาท
(3) พัฒนานวัตกรรมและโซลูชันเพื่อสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ลูกค้า รวมถึงการพัฒนากระบวนการ และบริการ ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าและสร้างความแตกต่างเพื่อเพิ่มมูลค่าและความสามารถทำกำไร โดยตั้งงบประมาณและค่าใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 1 โดยประมาณของรายได้ในแต่ละปี ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้ารายได้จากกลุ่มสินค้านวัตกรรมและโซลูชัน คิดเป็นร้อยละ 37 ของรายได้รวม
และ (4) มุ่งดำเนินงานตามกรอบ ESG และหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้การรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยวางเป้าหมายเพิ่มการใช้พลังงานทางเลือกเป็น 39% ในปี 2568
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในไตรมาส 1/68 มีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากการบริโภคภายในประเทศกลุ่มอาเซียนที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย และความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์ของจีนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปคาดว่าจะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงและการผ่อนคลายอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามสถานการณ์ด้านมาตรการภาษีการค้าสำหรับสินค้านำเข้า (Tax Tariff) ที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์คาดการณ์ว่ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ส่วนผลประกอบการในปี 2567 บริษัทมีรายได้จากการขาย 132,784 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน มี EBITDA อยู่ที่ 16,127 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีกำไรอยู่ที่ 3,699 ล้านบาท ลดลง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 4/67 มีรายได้จากการขาย 31,231 ล้านบาท ลดลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 2,845 ล้านบาท ลดลง 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีผลขาดทุนสำหรับงวดอยู่ที่ 57 ล้านบาท ลดลง 105% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาของวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลที่สูงขึ้นและราคาขายของสินค้าที่อ่อนตัวลง รวมถึงการรวมผลการดำเนินงานจากอินโดนีเซียและผลประกอบการของธุรกิจรีไซเคิลที่ลดลง
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 0.55 บาท โดยบริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลงวดระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท เมื่อวันที่ 21สิงหาคม พ.ศ. 2567 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 0.30 บาท ในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568 ตามรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568 โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568
