Official Update :

เปิดรายชื่อ 6 หุ้นให้ยีลด์สูง แนะทยอยสะสมก่อนประกาศจ่ายปันผล

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นไทยในตอนนี้ ที่ยังคงเอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่รู้ทิศทางการลงทุนจะเป็นอย่างไรต่อไป ทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มมองหาหุ้นปลอดภัย หรือหุ้นที่ยังพอจะให้ผลตอบแทนได้ ซึ่งโดยปกติแล้ว หุ้นที่มักให้ผลตอบแทนได้แม้ในยามที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน คือกลุ่มหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผล ดังนั้น Wealthy Thai จึงได้หยิบยกเอากลยุทธ์การลงทุนจาก บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้ระบุคำแนะนำไว้ว่า ทยอยสะสมหุ้นที่มีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลสูงและสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมรับช่วงเทศกาลจ่ายปันผล แนะนำ HMPRO, KTB, SIRI, TASCO, TCAP, TISCO


โดย บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แนะนำ “ซื้อ” บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 12.40 บาท โดยมองว่า HMPRO ผ่านพ้นจุดต่ำสุดในไตรมาส 3/67 ซึ่งได้รับผลกระทบกำลังซื้อลดลง จากฝนตกหนักและน้ำท่วม ฉุด Traffic ลดลง และจาก Fx Loss-Hedging เงินสกุลสหรัฐและหยวน ทั้งนี้ คาดการณ์กำไรไตรมาส 4/67 สดใส โตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน โดย SSSG โฮมโปรและเมก้าโฮมฟื้นตัวดีขึ้นมาก รับผลบวกจากการซ่อมแซมบ้านหลังผ่านพ้นน้ำท่วม นอกจากนี้ คาดการณ์กำไรปี 2567 โต 1.2% และปี 2568 โต 7% ประกอบกับคาด Dividend Yield ปีนี้เกิน 4% สูงสุดในกลุ่มค้าปลีก อีกทั้งในไตรมาส 1/68 ได้รับผลบวกจาก E-Receipt


เช่นเดียวกับที่แนะนำ “ซื้อ” ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 24.70 บาท โดยกำไรไตรมาส 3/67 +8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนโดยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากค่าธรรมเนียมและหนี้สูญรับคืน ขณะที่คาดว่ากำไรไตรมาส 4/67 ยัง +9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โตต่อเนื่องได้ ทั้งนี้ คาดยังได้รับผลบวกหลังจากการเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐที่จะดีต่อสินเชื่อของ KTB และยังถือเป็นหนึ่งในธนาคารที่เป็นผู้นำดิจิทัลแบงก์กิ้ง ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการสามารถขายผลิตภัณฑ์รายย่อย บนฐานลูกค้าจำนวนมากผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ต่าง ๆ โดยเชื่อกำไรปีนี้จะโตราว 15% ได้ อีกทั้งเป็นหุ้นธนาคารที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทนสูงสม่ำเสมอ คาดจ่ายปันผลตอบแทนปีนี้ราว 4.7%


พร้อมทั้งแนะนำ “ซื้อ” บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 2.00 บาท โดยกำไรปกติไตรมาส 3/67 -5% จากไตรมาสก่อน, -20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลัก ๆ มาจาก GPM ธุรกิจที่อยู่อาศัยลดลงจากการแข่งขันด้านราคาในตลาดที่อยู่อาศัยที่รุนแรงขึ้น ทั้งนี้ คาดกำไรปกติไตรมาส 4/67 จะเร่งตัวขึ้นทั้งจากไตรมาสก่อน และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก Backlog ที่รอโอนในไตรมาส 4/67 แข็งแกร่ง บวกกับการเปิดโครงการใหม่สูงสุดในรอบปี และคาดกำไรปกติปี 2567 จะเติบโต +3.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อีกทั้ง คาดเงินปันผลงวดครึ่งปีหลัง 2567 ที่ 0.07 บาท คิดเป็น Dividend Yield เฉพาะงวดครึ่งปีหลัง 2567 ที่ 4% (รวมทั้งปีราว 9%)


ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 22.40 บาท โดยปรับกำไรปี 2567-69 ขึ้น 25%, 14% และ 6% เป็น 1,902 ล้านบาท (-22% จากปีก่อน), 1,999 ล้านบาท (+5% จากปีก่อน) และ 2,013 ล้านบาท (+1% จากปีก่อน) ตามลำดับ จากการปรับสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นขึ้น เพื่อสะท้อนอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจยางมะตอยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับปกติ หลังผ่านช่วงของการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีที่ล่าช้า และราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มปรับตัวลงเร็วกว่าราคาขายยางมะตอยในประเทศ และคาดเงินปันผลปี 2568 ที่ระดับ 1.05 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield 5.3%


อีกทั้ง บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) แนะนำ “TRADING” บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 56.00 บาท แนวโน้มกำไรสุทธิของ TCAP ในไตรมาส 4/67 คาดทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงจากไตรมาสก่อน จาก 1) ส่วนแบ่งกำไรจาก TTB ที่ลดลง เพราะเป็นช่วงที่ธนาคารจะมีบันทึกค่าใช้จ่ายลงทุนเพื่อพัฒนาระบบเทคโนโลยีและระบบให้บริการต่าง ๆ 2) ธุรกิจหลักทรัพย์ TNS คาดชะลอตัวลง สอดรับกับปริมาณซื้อขายของตลาดที่ชะลอลงในช่วงปลายปี 3) กำไรสุทธิของธุรกิจประกันภัย TNI ปรับลงจากการตั้งสำรองประกันระยะยาวที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการขายกรมธรรม์ที่จะเร่งตัวขึ้นในช่วงปลายปี


ขณะที่ปัจจัยลบบางส่วนคาดถูกผ่อนคลายลงจากแนวโน้มการฟื้นตัวของ THANI หลังผ่านการตั้งสำรองและเร่งขายรถยึดไปมากแล้วหนุนให้คาดว่าทั้งปี 2567 TCAP จะมีกำไรสุทธิ 6,807 ล้านบาท โต 3.1% จากปีก่อน และโตต่อ 11.7% ในปี 2568 ทั้งนี้ คาด TCAP จะมีปันผลงวดครึ่งปีหลัง 2567 ในระดับที่น่าสนใจที่หุ้นละ 2 บาท คิดเป็น Dividend Yield 3.9%


นอกจากนี้ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แนะนำ “ถือ” บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 103.00 บาท โดยปี 2567 เน้นบริหารจัดการค่าใช้จ่าย เพิ่มพอร์ต High Yield ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานยังทรงตัวได้ แม้เผชิญภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้อ แต่เพราะต้องตั้งสำรองสูงรองรับความเสี่ยง ทำกำไรลดเล็กน้อย -5.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ปี 2568 คงคาดหวังกำไรเติบโตค่อนข้างยาก พร้อมปรับกลยุทธ์เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ High Yield และบริหารจัดการต้นทุนค่าใช้จ่ายเพื่อชดเชยกับการทยอยกลับไปตั้งสำรองระดับปกติ หวังรักษากำไรระดับเดิม ทั้งนี้ แม้คาดกำไรปี 2568 ไม่โต แต่คาดหวังปันผลสูงได้ โดยคาดงวดครึ่งปีหลัง 2567 จะจ่ายปันผลอีก 5.75 บาท คิดเป็นอัตราเงินปัน ผลตอบแทน 5.8% ขณะปันผลทั้งปี 2568 ยังคาดหวังที่ระดับ 8% ได้