5 หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวส่อแววคึกคัก! หลังไทยคว้าเบอร์ 2 นทท.แห่จองที่พักปี 67
แม้ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจะประสบปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์อุทกภัยหรือข่าวที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียงจากประเทศจีนที่สั่นคลอนต่อความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวก็ตาม แต่ในปี 2567 ก็ยังคงถือเป็นปีทองของภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย และยังคงเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ทำเงินให้กับประเทศเป็นอย่างมาก
สอดคล้องกับข้อมูลจาก SiteMinder แพลตฟอร์มระดับโลกด้านการจัดจำหน่ายห้องพักและจัดการรายได้ของธุรกิจโรงแรม เปิดเผยรายงาน SiteMinder’s Hotel Booking Trends อ้างอิงจากข้อมูลการจองโรงแรมมากกว่า 125 ล้านครั้ง ซึ่งนับเป็นยอดการจองโรงแรมปริมาณมากที่สุดภายใต้แพลตฟอร์มเดียว พบว่าประเทศไทยติดอันดับโลกในปี 2567 จากการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก โดยมีแขกผู้เข้าพักชาวต่างชาติคิดเป็นสัดส่วน 77% ของการเช็กอินทั้งหมดสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 48% ตัวเลขนี้ทำให้ประเทศไทยอยู่อันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงออสเตรีย
โดยจากประเด็นนี้ บทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ประเมินเป็นปัจจัยบวกเชิง Sentiment ต่อกลุ่มท่องเที่ยว เช่น AOT, ERW, MINT, AAV, BA เป็นต้น
เริ่มด้วยคำแนะนำ “TRADING” บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT พร้อมให้ราคาเหมาะสมที่ 69.00 บาท โดยแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 1 ปี 2567/68 (ต.ค.-ธ.ค.67) คาดเติบโตจากไตรมาสก่อน จากช่วง High Season และคาดผลประกอบการจะเติบโตเด่นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเพราะฐานต่ำ อย่างไรก็ดี จากการประกาศล่าสุดเรื่องการขอคืนพื้นที่ บล.หยวนต้า ปรับลดกำไรปกติปี 2567/68 ลง 2% เป็น 2.2 หมื่นลบ. (+12% จากปีก่อน) และปี 2568/69 ลง 2% เป็น 2.4 หมื่นลบ. (+11% จากปีก่อน) จากการปรับลดรายได้ค่าเช่าพื้นที่ลดลงปีละ 12 ลบ. และรายได้ค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ (MAG) ปรับลงเป็น 69.5 จากเดิม 72 บาทต่อคน ตามสัดส่วนพื้นที่ที่ขอคืน
พร้อมทั้งแนะนำ “ซื้อ” บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW อิงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2568 ที่ 5.30 บาท โดยแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/68 คาดกำไรปกติเติบโตจากไตรมาสก่อน จากช่วง High Season ต่อเนื่อง และคาดเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติจากต้นไตรมาส 1/68 ที่ 2.1 ล้านคน โต 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ ปรับประมาณการกำไรปกติปี 2567-2569 ขึ้นปีละ 10-13% เป็น 876 ลบ. (+22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน), 957 ลบ. (+9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) และ 1.0 พันลบ. (+9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน)
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 36.00 บาท โดยมองว่าในไตรมาส 4/67 กำไรจะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้วยยอดจองห้องพักล่วงหน้าที่สูงกว่าในปี 2566 แต่จะอ่อนตัวจากไตรมาสก่อน จากการท่องเที่ยวในยุโรปที่เข้าสู่ Low Season อย่างไรก็ตาม มองว่ากำไรปี 2568 มีโอกาสเติบโต 16.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 9,090 ล้านบาท ด้วย 1) ภาระหนี้ที่คาดลดลงตั้งแต่ไตรมาส 4/67 ได้ตามเป้า IBD/E ที่ 0.8x และ 2) RevPar ที่คาดเติบโตต่อเนื่องจากการปรับปรุงแบรนด์โรงแรมใหม่
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 3.90 บาท โดยคาดกำไรปกติไตรมาส 1/68 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง จาก 1) ยอดนทท. ช่วงวันที่ 1-19 ม.ค.68 ยังเติบโตแข็งแกร่งกว่า และ 2) คาดราคาตั๋วโดยสารยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องตามฤดูกาลที่ยังเป็นช่วง High season ของการเดินทาง เบื้องต้นคาดกำไรปกติไตรมาส 1/68 อยู่ที่กว่า 1.8 พันลบ. ทั้งนี้ ปรับสมมติฐานราคาน้ำมัน และอัตราแลกเปลี่ยนปี 2568 เล็กน้อย ทำให้กำไรปกติเพิ่มขึ้นจากเดิม 1% เป็น 3,286 ลบ. เติบโต 11% จากปีก่อน
ขณะเดียวกัน บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 30.00 บาท โดยแม้ว่าจะอยู่นอกฤดูท่องเที่ยวปริมาณผู้โดยสารในเส้นทางสมุยในไตรมาส 4/67 กลับโต 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าระดับก่อนโควิดถึง 25% อย่างไรก็ดี ในอดีต BA รายงานผลขาดทุนในไตรมาส 4 มาตั้งแต่ปี 2559 ทั้งนี้ เชื่อว่าบริษัทฯ จะรายงานกำไรไตรมาส 4 เป็นครั้งแรกในไตรมาส 4/67 โดยคาดว่าจะอยู่ที่ ประมาณ 100-200 ลบ. ทั้งนี้คาดว่ากำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 2,559 ล้านบาท เติบโต 9.55% จากปีก่อน

