DBS แนะลงทุนแบบ “Barbel” ชี้หุ้นสหรัฐฯ-ตราสารหนี้-ทอง เป็นสินทรัพย์น่าซื้อในนโยบาย Trump
บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) หรือ DBS แนะจัดพอร์ตแบบ “บาร์เบล” (Barbel Strategy) ลงทุนทั้งสินทรัพย์ผันผวนและสินทรัพย์ปลอดภัย มองหุ้นสหรัฐฯ มีสิทธิ์ให้ผลตอบแทนสูง ขณะที่ตราสารหนี้เอกชน-ทองคำ มีแนวโน้มสร้างรายได้ ลดความเสี่ยงในนโยบาย Trump 2.0
นายเวย์ ฟุก โหว Chief Investment Office, DBS Bank กล่าวในงาน DBS 1H25 CIO Market Outlook ว่า ในปี 2025 เศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวนและซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนโยบายของประธานาธิบดี Donald Trump แห่งสหรัฐฯ จึงมองว่ากลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุนที่เน้นทั้ง (1) การลงทุนในภาคส่วนที่มีความผันผวนสูง (High Beta Sectors) เพื่อเกาะกระแสนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัมป์ และ (2) การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง (Defensive Assets) เพื่อลดความเสี่ยง หรือที่เรียกว่ากลยุทธ์ “บาร์เบล” (Barbell Strategy) เป็นแนวทางการลงทุนที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดในปีนี้
นายเวย์ ฟุก โหว Chief Investment Office, DBS Bank กล่าวในงาน DBS 1H25 CIO Market Outlook ว่า ในปี 2025 เศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวนและซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนโยบายของประธานาธิบดี Donald Trump แห่งสหรัฐฯ จึงมองว่ากลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุนที่เน้นทั้ง (1) การลงทุนในภาคส่วนที่มีความผันผวนสูง (High Beta Sectors) เพื่อเกาะกระแสนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัมป์ และ (2) การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง (Defensive Assets) เพื่อลดความเสี่ยง หรือที่เรียกว่ากลยุทธ์ “บาร์เบล” (Barbell Strategy) เป็นแนวทางการลงทุนที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดในปีนี้
โดยมองว่าสินทรัพย์ผันผวนสูงที่มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนดีที่สุดคือหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากนโยบายการลดภาษีมีโอกาสเพิ่มอัตรากำไรของบริษัทต่างๆ โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยีของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีความสามารถในการเติบโตระยะยาวจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น (1) สภาพคล่องในตลาดที่อยู่ในระดับสูง (2) วัฒนธรรมชื่นชอบความเสี่ยงของนักลงทุน (3) ศักยภาพบริษัทสหรัฐในด้าน R&D และการสร้างนวัตกรรมใหม่ หรือ (4) การมีบุคลากรทักษะสูงมากมายจากหลายสัญชาติ โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีค่าเบต้าสูงถึง 1.4 เท่าของตลาดหุ้นโลก ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนสามารถได้รับผลตอบแทนสูงจากนโยบายการลดภาษี และการผ่อนคลายกฎระเบียบของสหรัฐฯ จึงให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐฯในระดับ "Overveight“
นอกเหนือจากหุ้นสหรัฐฯ มองว่าตลาดหุ้นเอเซียโดยรวมยกเว้นญี่ปุ่น (Asia ex-Japan) ก็เป็นอีกหนึ่งทางตัวเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากราคาหุ้นในตลาดนี้ถูกกว่าตลาดที่พัฒนาแล้วถึง 34% แถมประเทศในอาเซียนก็มีโอกาสรับประโยชน์ต่อเนื่องจากการกระจายห่วงโซ่อุปทานของจีนภายใต้กลยุทธ์ China+1
ในส่วนของหุ้นยุโรป ให้น้ำหนักการลงทุนที่ "Underweight" จากผลตอบแทนที่ด้อยกว่าหุ้นสหรัฐฯ และ การขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจทำให้ผู้ส่งออกจีนต้องส่งออกไปยังตลาดที่ไม่ใช่สหรัฐฯ มากขึ้น เพิ่มการแข่งขันในตลาดการค้านอกสหรัฐฯ
ด้านสินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้รายได้ต่อเนื่อง มองตราสารหนี้เอกชน (Fixed Income) ระดับ investment grade เป็นหนึ่งในตัวเลือกการลงทุนที่ดีที่สุด เนื่องจากช่วยป้องกันความเสียงขาลงหากความตึงเครียดทางการค้าทวีความรุนแรง ในขณะที่ยังให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูงหลังธนาคารกลางทั่วโลกปรับดอกเบี้ยขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยแนะนำให้เน้นตราสารหนี้ หรือ พันธบัตรอายุ 2-3 ปี และ 7-10 ปี ในกลุ่มเรตติ้งระดับ ABBB เนื่องจากพันธบัตรระยะสั้นยังมีผลตอบแทนสูง และแม้ธนาคารกลางจะปรับลดดอกเบี้ยลง ก็ไม่น่าจะปรับลดมากเท่าที่เคยคาดไว้ในปีนี้ ส่วนพันธบัตรระยะยาว ได้รับผลดีเพราะเป็นช่วงที่ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรเอกชนและพันธบัตรรัฐบาล (credit spread) กว้างที่สุด เพราะเช่นนี้ DBS จึงให้น้ำหนักลงทุน "Overweight" ในตราสารหนี้
อีกหนึ่งสินทรัพย์ทางเลือกปลอดภัยที่น่าถือและมีแนวโน้มรับผลดีคือทองคำ เพราะนอกจากราคาจะมีโอกาสปรับขึ้นในช่วงที่ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้ามีความรุนแรงขึ้นแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่จะช่วยหนุนราคาในอนาคต เช่น การขาดงบดุลของสหรัฐฯ การซื้อทองโดยธนาคารกลางที่คาดว่าจะยังทำต่อเนื่อง และ สภาพคล่องในตลาดทุนที่อยู่ในระดับสูงที่อาจกลับมาลงทุนในทองได้ ทั้งนี้ ให้ราคาเป้าหมายทองคำในปี 2568 นี้ที่ 3,330 ดอลลาร์ ต่อ ออนซ์ ซึ่งมี upside ราว 10% จากราคาปัจจุบัน และให้น้ำหนักการลงทุนในทองคำที่ "Overweight"
ด้านมุมมองการลดดอกเบี้ยของ Fed คาดว่าจะยังมีการลดอัตราดอกเบี้ย แต่จะไม่มากนักภายใต้การดำเนินงานของ Trump ส่วนอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ที่แนะนำจับตามองคือ ธุรกิจกีฬาที่กำลังเป็นที่สนใจและเติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มนี้ ได้แก่ (1) ธุรกิจการวิเคราะห์ทางด้านกีฬา (2) ธุรกิจการสตรีมิ่ง (3) ธุรกิจการขายตั๋ว และ (4) ธุรกิจเกมกีฬา
สำหรับหุ้นไทย มองว่ายังมีแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐฯ และ นโยบาย China+1 ของจีน โดยมองว่า SET Index มีโอกาสกลับมาแตะ 1,500 จุด และธุรกิจที่มองว่าจะไปได้ดีได้แก่ (1) ธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารใหญ่ๆ (2) นิคม (3) ค้าปลีก และ (5) การท่องเที่ยว
Most Viewed
Sustainability
“Thai ESG” และ “Thai ESSGX”… จะมีการแสดงข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมในแต่ละส่วน !!!
เมื่อ 13 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
เมื่อ อีก 10 ชั่วโมง
Fun of Funds
“ES-CHEQ” ลุย 50 “หุ้นจีน A-Share”... รับ “ศก.ฟื้นตัว” ตอบโจทย์ความมั่งคั่ง “ระยะยาว” !!!
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Fund Move
บลจ.กสิกรไทย ตอกย้ำผู้นำธุรกิจจัดการลงทุนไทย กวาด 17 รางวัลการันตีความเป็นเลิศจากเวทีไทยและสากล
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
GULF-ADVANC นำหุ้น Big Cap พุ่ง บอนด์ยีลด์ลด หนุนไฟฟ้า-สื่อสาร วัฏจักรลงทุนโลกฟื้น ชี้ไทยโดดเด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us
